นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ ซึ่งการปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ที่เป็นกลุ่มชายขอบและกลุ่มตกหล่น ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้มีการสำรวจในช่วงการลงทะเบียน (ระหว่างวันที่
4 – 21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนโครงการฯ ปี 2569
2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ เนื่องจากอาจจะกระทบต่อผู้มีเงินได้และบิดามารดาของผู้มีเงินได้ตามสิทธิฯ ในปัจจุบัน
3. ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จาก “ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือ มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด” เป็น “ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยไม่รวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้ เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น
4. กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้
(1) ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
(2) ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในโครงการอื่นๆ
จากมติ ครม. ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะนำกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ทบทวนข้างต้น และจะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)
การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ยากไร้ที่สุด ได้เพิ่มขึ้น ทำให้การบูรณาการนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การคัดกรองมีความแม่นยำเป็นโอกาสให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ อย่างแท้จริง
สำหรับผู้ได้รับสิทธิ ที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายใหม่) ต้องทำการยืนยันตัวตนทุกคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง กรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต้องไปยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570
กรณีไม่ได้รับสิทธิ ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการฯ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร โดยสามารถแก้ไขเอกสารได้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ประกาศผลรอบอุทธรณ์วันที่ 14 กันยายน 2569 สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 – 12 มกราคม 2570 และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
สิทธิประโยชน์ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งรายเก่าและรายใหม่ จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้า) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ดังนี้
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาท/คน/เดือน
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาท/คน/3 เดือน
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาท/คน/เดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่
1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด
4) รถไฟ
5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร
6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน
7) รถสองแถวรับจ้าง
8) เรือโดยสารสาธารณะ
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ผู้ได้รับสิทธิได้รับวงเงินสำหรับชำระค่าไฟฟ้า วงเงิน 315 บาท ต่อครัวเรือน/เดือน กรณีผู้ได้รับสิทธิ ใช้ค่าไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด
ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา สนับสนุนค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด
ติดตามรายละเอียดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th








