“ระย้าทอง”พรรณไม้หายากหนึ่งเดียวในไทย อวดโฉมช่อดอกรูปหัวใจรับหน้าฝน

“ระย้าทอง” หรือในชื่อวิทยาศาสตร์ Dactylicapnos scandens (D.Don) Hutch. พืชในวงศ์ฝิ่น (Papaveraceae) ซึ่งจัดเป็นพรรณไม้หายากและเป็นพืชสกุลนี้เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ถูกค้นพบในประเทศไทย

ระย้าทอง มีลักษณะทางพันธุศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นไม้เถาล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นบอบบางลักษณะเป็นร่อง ทอดเลื้อยออกมาจากเหง้าใต้ดินจนมีความยาวได้ถึง 1-4 เมตร และมีการแตกกิ่งก้านในลักษณะซิกแซก จุดเด่นที่น่าสนใจคือการปรับตัวทางกายภาพที่มีกิ่งพิเศษเปลี่ยนรูปไปเป็น “มือเกาะ” ลักษณะม้วนเพื่อช่วยในการพยุงลำต้นเลื้อยพัน ตัวใบเป็นใบประกอบแบบมี 3 ใบย่อย ออกสลับตลอดลำต้น แผ่นใบมีรูปร่างทรงไข่หรือรูปรีแกมรูปไข่ ปลายใบมีทั้งแบบทู่และแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบรูปลิ่ม เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ โดยผิวใบด้านบนจะมีสีเขียวเข้ม ตัดกับผิวใบด้านล่างที่มีนวลสีขาวเคลือบอยู่

สิ่งที่สร้างความโดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือ ส่วนโครงสร้างดอกและผล โดยระย้าทองจะออกดอกเป็นช่อกระจะบริเวณปลายกิ่ง ความยาวช่อประมาณ 1-5 เซนติเมตร มีใบประดับรูปใบหอกหรือรูปใบหอกกลับ รองรับดอกที่มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ หรือรูปคนโทคว่ำในแนวแบน กลีบเลี้ยงมีสีเหลืองแกมชมพู รูปใบหอกแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขณะที่กลีบดอกมีสีเหลืองสดใส แต่บริเวณขอบกลีบจะมีแถบสีชมพูยาวจรดปลายกลีบ มองเห็นเป็นรูปหัวใจแกมรูปขอบขนานอย่างชัดเจน ขนาดหน้ากว้างประมาณ 8-10 มิลลิเมตร และยาว 18-20 มิลลิเมตร ภายในมีรังไข่ยืดยาว ก้านยอดเกสรเพศเมียบาง ส่วนยอดเกสรเพศเมียเป็นสัน ซึ่งเมื่อนำมาตัดตามขวางจะปรากฏเป็นรูปสี่เหลี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากผ่านกระบวนการปฏิสนธิจะพัฒนาไปเป็นผลรูปไข่ถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 5-7 มิลลิเมตร ยาว 15-40 มิลลิเมตร ภายในบรรจุเมล็ดทรงไข่ขนาดเล็กยาวเพียง 1.5-2 มิลลิเมตร

ในประเทศไทยมักพบเลื้อยพันอยู่กับไม้พุ่มและต้นหญ้าตามพื้นที่โล่งในป่าดิบชื้นและป่าดิบเขาสูง ทางภาคเหนือที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 1,700 ถึง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยมีฤดูกาลออกดอกและติดผลสั้นๆ เพียงช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปีเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศมีรายงานการกระจายพันธุ์ในแถบเทือกเขาสูงของอินเดีย เนปาล ภูฏาน เมียนมา ภาคใต้ของจีนและภาคเหนือของเวียดนาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง