นายกฯ เร่งแก้ปัญหาทุจริตในภาครัฐ ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ถือเป็นกลไกการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ เกิดขึ้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ที่ได้สะท้อนข้อมูลจากประสบการณ์ตรงและผลสำรวจปัญหาการทุจริตที่ภาคธุรกิจเผชิญ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มุ่งเร่งรัดต่อต้านการทุจริตในภาครัฐใน 2 มิติสำคัญ คือ 1) ปัญหาทุจริตและสินบนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และ 2) การปรับปรุงระบบอนุญาตและบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนต่อประเทศไทย และยกระดับระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการลดโอกาสการทุจริตในกระบวนงานอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐ ผ่านแนวทาง “2 ลด 1 เพิ่ม” ได้แก่ ลดดุลพินิจ ลดการเผชิญหน้าและคนกลาง และเพิ่มความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ เพื่อปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการ “เพื่อน ไม่ทน”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่เพียงยกระดับการให้บริการและการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างสำคัญที่จะทำให้การให้บริการภาครัฐมีประสิทธิภาพ สะดวก มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ลดต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบราชการไทย ขอให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที

ซึ่งที่ประชุมจึงเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานอนุกรรมการ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อเสนอแนะแนวทางและมาตรการในการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ ต่อ คตท. ซึ่งเป็นการยกระดับการแก้ปัญหาจากรายกรณีสู่การป้องกันเชิงระบบ

ขณะเดียวกัน คตท. ยังได้กำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ กกร. ในการขับเคลื่อนโครงการ
“1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจของ กกร. มาใช้ประกอบการคัดเลือกหน่วยงานและกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อเร่งปรับปรุงกระบวนงานของหน่วยงานนำร่องให้เห็นผลภายใน 6 เดือน โดย กกร. ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และสื่อสาธารณะจะมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสะท้อนปัญหา ร่วมออกแบบแนวทางปรับปรุง ติดตามและประเมินผล อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนครบวงจร การให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่าน Digital Platform และการอำนวยความสะดวกการบริการด้านที่ดินในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจ และลดต้นทุนในการติดต่อราชการ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” (One Agency One Integrity) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จากกรณีการทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้ เพราะไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและหลักคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและทำลายโอกาสของผู้ที่มีความรู้ความสามารถซึ่งเข้าสู่การแข่งขันอย่างสุจริต การป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงโทษเมื่อความเสียหาย เกิดขึ้นแต่คือการออกแบบระบบที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้ การประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สนับสนุนการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) และแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

ข่าวที่เกี่ยวข้อง