‘ศุภจี’ เผยข่าวดีข้ามทวีป หลังเจรจาปิดดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯสำเร็จมั่นใจไทยถูกเก็บภาษีรวมไม่เกิน 19% แข่งขันกับภูมิภาคได้แน่นอน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการหารือกับนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR และนายริก สวิตเซอร์ รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า การหารือระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ได้แล้ว

ขั้นตอนจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคเร่งเก็บรายละเอียดและประเด็นปลีกย่อยที่ยังเหลืออยู่ให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีอย่างเป็นธรรมและอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ ก่อนสหรัฐฯ ประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง

ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นอีกช่วงสำคัญของการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้ไทยเคยถูกกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariff ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึง 36% ก่อนที่การเจรจาและการจัดทำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะทำให้อัตราดังกล่าวลดลงเหลือ 19% และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านภาษีของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า การจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษีจากทุกประเทศในอัตรา 10% และเปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 เพิ่มเติม ทั้งกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีประเทศที่ไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ

สำหรับกรณีแรงงานบังคับ ปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ขณะที่ประเทศซึ่งมีกฎหมายดังกล่าวหรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว จะถูกกำหนดอัตราที่ 10% ส่วนผลการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

นางศุภจีระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้ คือการทำให้อัตราภาษีของสินค้าไทยอยู่ในระดับที่แข่งขันกับประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้ เพราะสหรัฐฯ ถือเป็น ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกในปี 2568 มากกว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศไทยมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง

หากไทยสามารถสรุปความตกลง ART ได้สำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย รวมถึงช่วยประคองการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ART ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องอัตราภาษีนำเข้า แต่ยังรวมถึงการจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และการเปิดโอกาสทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยประเทศที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับการพิจารณาอัตราภาษีในระดับที่ต่ำลงและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมมากกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 2.37 ล้านล้านบาท นำเข้าประมาณ 7 แสนล้านบาท และไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท

การหารือที่กรุงวอชิงตันจึงไม่ใช่เพียงการเจรจาตัวเลขภาษี แต่เป็นการรักษาตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ท่ามกลางการปรับกติกาการค้าโลก โดยเป้าหมายของไทยคือปิดรายละเอียด ART ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อให้อัตราภาษีของสินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ รักษาฐานการผลิต การลงทุน และงานของคนไทยในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง