กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด 18.82 ล้านราย และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ จำนวน 9,314,253 ราย ภายหลังประกาศผลได้มีเสียงสะท้อนของประชาชนผู้เดือดร้อนที่ไม่ผ่านการคัดกรองและมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เป็นผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง จากปัญหาความเดือดร้อนและข้อจำกัดของเกณฑ์การคัดกรอง รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมุ่งคัดกรอง “คนจนจริง” ให้ได้รับสิทธิตรงเป้าหมาย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จึงได้มีการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 10/2569 โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อปรับปรุงเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและขยายเวลาการยื่นทบทวนสิทธิ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมยังคงได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในระหว่างช่วงการปรับปรุงฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ในปัจจุบันได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกรายเริ่มได้รับสิทธิประชารัฐสวัสดิการพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
2. รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการฯ เพื่อให้ข้อมูลมีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนในการแก้ไขข้อมูล โดยหน่วยงานเจ้าของข้อมูลจะเร่งปรับปรุงข้อมูลเชิงรุกให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์คุณสมบัติต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และลดภาระของประชาชนในการพิสูจน์และแก้ไขข้อมูล ดังนี้
2.1 กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้
2.2 กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือเป็นวิสาหกิจชุมชน
2.3 กรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์และบัญชีถือครองตราสารหนี้ ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมากตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด
2.4 เกณฑ์รถให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี (เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม) รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี (เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสมตามชนิด แบบ และรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด)
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่
16 สิงหาคม 2569)
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ในการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2569 (One Stop Service : OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อีกด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแก่ประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริงและมีความแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น








