นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานด้านสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ พร้อมติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์และการยกระดับศักยภาพโรงพยาบาลบึงกาฬ
กระทรวงสาธารณสุขมุ่งยกระดับระบบบริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างไร้รอยต่อ ผ่านนโยบาย One Region One Province One Hospital โดยโรงพยาบาลบึงกาฬถือเป็นตัวอย่างของการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ทั้งการเพิ่มศักยภาพดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อน ลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็น เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการเฉพาะทางใกล้บ้าน และขยายศักยภาพการดูแลผู้ป่วยวิกฤตด้วยการเพิ่มเตียง ICU
ขณะเดียวกัน มีการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ R8 Simulate Refer และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพของเขตสุขภาพที่ 8 ช่วยให้การประเมินอาการ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และการส่งต่อผู้ป่วยรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความต่อเนื่องในการรักษา
สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ โรงพยาบาลบึงกาฬวางแนวทางไว้ 3 ระยะ โดยระยะสั้น ใช้วิธีหมุนเวียนแพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลในเขตสุขภาพ ทั้งศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ และอายุรแพทย์ เพื่อให้บริการด้านศัลยกรรมดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระงานของแพทย์ประจำและลดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการรักษา
ระยะกลาง ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนแพทย์ประจำบ้านสาขาอายุรศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 25 คน หมุนเวียนมาฝึกปฏิบัติงานระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมกราคม 2570 รวม 7 รอบ ช่วยตรวจผู้ป่วยนอก ประเมินผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ดูแลผู้ป่วย NCD รายใหม่ และดูแลผู้ป่วยใน ภายใต้การกำกับของอายุรแพทย์
ส่วนระยะยาว จัดโครงการ “BK MED Inspire 2026…พี่หมอสร้างฝัน จุดประกายอนาคต” ร่วมกับสถานศึกษาในจังหวัด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำ
ด้าน นพ.สถาพร โมราราช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบึงกาฬ กล่าวว่า โรงพยาบาลบึงกาฬเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับ A+ ขนาด 295 เตียง มีบุคลากรรวม 860 คน และมีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1 ต่อ 1,953 คน โดยได้พัฒนาศักยภาพบริการและระบบ R8 Seamless Referral พร้อมระบบ Fast Pass เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตและลดความแออัดของห้องฉุกเฉิน
โรงพยาบาลยังมีแผนเพิ่มรถ Refer และอุปกรณ์ เสริมบุคลากรเฉพาะทาง พัฒนาระบบ MOPH Refer และระบบประสานงานสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ รวมถึงขยายบริการเฉพาะทางเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาเป็นต้นแบบโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำตามแนวทาง Net Zero MOPH ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารและลานจอดรถ กำลังผลิตรวมกว่า 1 เมกะวัตต์ โดยช่วงปี 2567–2569 ผลิตไฟฟ้าได้กว่า 2 ล้านหน่วย ทดแทนการซื้อไฟฟ้าจากระบบสายส่งได้ประมาณร้อยละ 30 ประหยัดค่าไฟเฉลี่ย 6.82 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 864.33 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า








