แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายในงานรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องในสัปดาห์นมแม่โลกและวันแม่แห่งชาติปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Breastfeeding for a Sustainable Start in Life: Strengthen What Works” ว่า กระทรวงสาธารณะสุขมีนโยบายมีมุ่งเน้นในการขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งระบบบริการสุขภาพ ชุมชน สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และครอบครัว เพื่อให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย สร้างจุดเริ่มต้นชีวิตที่ยั่งยืนให้เด็กไทยทุกคน และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของประเทศไทยที่กำหนดให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี พ.ศ.2570 จึงอยากให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และผลักดันนโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระบบบริการสุขภาพ สถานประกอบการ ชุมชน และครอบครัว พร้อมทั้งสร้างกระแสสังคมและขับเคลื่อนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ด้าน นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส. และภาคีเครือข่าย เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย การสื่อสารสาธารณะ พัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครในชุมชนตามแนวทาง “บันได 10 ขั้นสู่ความสำเร็จการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งพื้นที่และมุมนมแม่ในสถานประกอบการกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างต่อเนื่องในทุกบริบทของชีวิต และในโอกาสสัปดาห์นมแม่โลกและวันแม่แห่งชาติ ปี 2569 สสส. ได้เปิดตัวแคมเปญควบคู่กับการร่วมประกาศเจตนารมณ์ “One Goal, One Commitment” ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน ขับเคลื่อนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนสู่เป้าหมายของประเทศ
ทั้งนี้ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถือเป็นการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุด โดยงานวิจัยชี้ว่าทุกการลงทุนเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้กินนมแม่ 1 USD จะได้รับผลตอบแทนกลับมาสูงถึง 35 USD เพราะนมแม่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมการเจริญเติบโต และพัฒนาการทางสมองของเด็ก องค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้ทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และได้รับนมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น








