นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ครั้งที่ 7/2569 โดยที่ประชุมฯ นำเสนอผลงานวิจัยโครงการ “ประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้มงวดอย่างไทยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้น ต่อการเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในบริบทของประเทศไทย”
งานวิจัยดังกล่าว ระบุชัดว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นภาระโรคสำคัญของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและระบบบริการสุขภาพในระยะยาว ซึ่งแนวคิดการทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ (DM Remission) นับเป็นเป้าหมายสำคัญของการดูแลรักษา โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ทั้งการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย
งานวิจัยดังกล่าว เน้นการศึกษาและพัฒนา 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การสร้างสื่อและการสร้างระบบ เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยทางคลินิก เพื่อพิสูจน์ว่าผลจากการทำ DM Remission ได้ประโยชน์คุ้มค่า คุ้มทุนหรือไม่ ตลอดจนข้อเสนอเรื่องการนำไปใช้ประโยชน์ในระบบสุขภาพ โดยศึกษาประสิทธิผลทางคลินิก ศึกษารูปแบบการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลและผลกระทบต่องบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ
ทั้งนี้ มีการดำเนินการทดสอบใน 35 โรงพยาบาลทั่วประเทศทั้ง 6 ภูมิภาค โดยพบว่า การใช้นวัตกรรมโภชนาการวิถีไทย สยามไดเอ็ต (SIAM Diet) พร้อมมีการติดตามเชิงรุกโดยทีมสหวิชาชีพ และมีเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชันช่วยติดตามข้อมูลสุขภาพ เช่น บันทึกการนับแคลอรี่และวัดค่าสุขภาพผ่านสมาร์ทวอทช์ Line Chatbot แนะนำการปรับพฤติกรรม มีระบบลงทะเบียนและบันทึกข้อมูลสำหรับโรงพยาบาล ระบบประมวลผลและการติดตามผล พร้อมช่องทางการจัดเก็บข้อมูลและส่งต่อข้อมูลสุขภาพ
สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานหยุดทานยาได้สูงถึง 21.9% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามปกติ ซึ่งหยุดยาได้เพียง 2.3% หรือคิดเป็นอัตราที่สูงกว่ากันถึง 9 เท่า โดยผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเกิดภาวะโรคเบาหวานสงบได้ 13.3% ที่ระยะเวลา 24 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มรักษาปกติไม่พบผู้ที่เกิดภาวะโรคสงบเลย (0%)
หัวใจสำคัญของการทำให้เบาหวานเข้าสู่ระยะสงบคือ การออกแบบโปรแกรมที่ปรับให้เข้ากับบริบทและวิถีชีวิตของคนไทย ผ่านโมเดลจานสุขภาพ SIAM Diet 2:1:1 ที่เน้นการจัดสัดส่วนอาหารโดย 2 ส่วน เป็นผักพื้นถิ่น 1 ส่วน เป็นข้าว/แป้ง อีก 1 ส่วน เป็นเนื้อสัตว์/โปรตีน ที่มีในแต่ละภูมิภาค ร่วมกับการจำกัดพลังงานและเพิ่มการออกกำลังกาย ด้านอุปสรรคและความท้าทายในมุมของผู้ปฏิบัติงานที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ ภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดย 68% ระบุว่ากระทบต่อภาระงานประจำ รวมถึงความท้าทายด้านความรอบรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy) ของผู้ป่วย และความสม่ำเสมอในการบันทึกข้อมูลของผู้ป่วย
ทั้งนี้ หลังจากงานวิจัยปีที่ 1 ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือต่างๆ แล้ว งานวิจัยปีที่ 2 จึงมุ่งเน้นไปที่การศึกษาแนวทางการทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบหรือการหยุดยาได้ในระยะยาว ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโภชนาการแบบเข้มข้น โดยมีการถอดบทเรียนจากทีมที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำมาสร้างเป็นต้นแบบการดูแลผู้ป่วยที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
นอกจากการติดตามผลทางคลินิกแล้ว ทีมวิจัยยังวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อประเมินภาระด้านงบประมาณสาธารณสุขในอนาคต อีกทั้งยังมีการศึกษาลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรมและโมเลกุลต่อยอดสู่การแพทย์แม่นยำ โดยศึกษารูปแบบฟีโนไทป์ (Phenotype) พันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน และตัวแปรต่างๆ เพื่อระบุกลุ่มบุคคลที่จะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุด โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาและสร้างนโยบายสุขภาพที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพายา








