ทีมวิจัยเสือโคร่ง กรมอุทยานฯ ชี้แจงเสือโคร่ง “อภิญญา” และลูกเสือโคร่งครอกที่ 2 ยังคงอาศัยหากินและอยู่ร่วมกัน ไม่ได้มีการทิ้งลูกก่อนวัยอันควร

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ออกประกาศชี้แจงข้อเท็จจริงทางวิชาการกรณีข้อมูลเสือโคร่ง “อภิญญา” และลูกเสือโคร่ง ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า เสือโคร่งชื่อ “อภิญญา” มีลูกกับเสือตัวผู้ตัวใหม่ และตั้งข้อสังเกตแม่เสืออาจทิ้งลูกเร็วเกินไปหรือสอนลูกได้ไม่มากพอ จนเป็นเหตุให้เสือวัยรุ่นแสดงพฤติกรรมเข้าหาคนนั้น 

ทีมวิจัยเสือโคร่ง ยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการนิเวศวิทยาและพฤติกรรมสัตว์ป่า เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ สถานะปัจจุบันของครอบครัวเสือโคร่งอภิญญา จากการติดตามภาคสนามและข้อมูลเชิงประจักษ์ของทีมวิจัยเสือโคร่ง พบแม่เสืออภิญญาและลูกเสือโคร่งครอกที่ 2 ยังคงอาศัยหากินและอยู่ร่วมกัน โดยแม่เสือยังทำหน้าที่ปกป้อง เลี้ยงดู และถ่ายทอดทักษะการเอาตัวรอดตามธรรมชาติให้ลูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการทิ้งลูกก่อนวัยอันควรตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพฤติกรรมและการสืบพันธุ์ของเสือโคร่งตามธรรมชาติข้อมูล ที่ระบุว่า การเข้ามาของเสือตัวผู้ตัวใหม่ ทำให้แม่เสือต้องรีบสลัดภาระและทิ้งลูกนั้น ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมแท้จริงของเสือโคร่งในธรรมชาติ ซึ่งในทางนิเวศวิทยา แม่เสือโคร่งมีความสามารถในการเลี้ยงดูและปกป้องลูกครอกปัจจุบัน ควบคู่กับการบริหารจัดการอาณาเขตและการตอบสนองต่อเสือตัวผู้ในพื้นที่

โดยช่วงอายุของลูกเสือในครอกนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพึ่งพาแม่เสือ และแม่เสือยังคงให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนพฤติกรรมของเสือวัยรุ่นและการระมัดระวังความปลอดภัย เสือโคร่งวัยรุ่นหรือเสือรุ่นลูก เป็นช่วงวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง และอยู่ระหว่างการเรียนรู้สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสัตว์ป่าในวัยนี้   

กรมอุทยานฯ ย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของเสือโคร่ง การเข้าไปทำกิจกรรม เดินเทรล หรือการกระทำใดๆ ที่ลดทอนระยะห่างและความปลอดภัย เช่น การอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเหยื่อ หรือการใช้สิ่งพรางตัว อาจทำให้สัตว์เกิดความเข้าใจผิดหรือลดความระแวงภัยตามธรรมชาติลงได้

จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักวิชาการนิเวศวิทยาป่าไม้ เนื่องจากอาจสร้างความตื่นตระหนก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารจัดการสัตว์ป่าของประเทศ สำคัญที่สุดคืออาจทำให้ประชาชนประมาทจนนำไปสู่ความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าพลัดหลงหรือสัตว์ป่าในธรรมชาติได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง