“พิพัฒน์” ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม พร้อมเร่งแก้ปัญหาคอขวดถนนสุขุมวิท ผลักดันสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรี เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ขนส่งสินค้า และรองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เป็นประธานการประชุมตรวจราชการและติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่เชื่อมโยง พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการเดินทางและการขนส่งให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

จันทบุรีและตราดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก ทั้งด้านการเกษตร การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ประมง และการขนส่งสินค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงต้องวางเป็นโครงข่ายทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย ลดระยะเวลาเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เศรษฐกิจ และจังหวัดใกล้เคียง

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงการศึกษาความเหมาะสมสะพานข้ามปากแม่น้ำจันทบุรีต่อเชื่อมถนนเฉลิมบูรพาชลทิต อำเภอแหลมสิงห์ ซึ่งมีศักยภาพช่วยลดระยะทางจากตัวเมืองจันทบุรีไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่ง จากประมาณ 40 กิโลเมตร เหลือประมาณ 11 กิโลเมตร พร้อมเชื่อมโยงเมือง ชุมชนริมน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาด้านวิศวกรรม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงชนบทเสนอ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี เพื่อช่วยแบ่งเบาปริมาณการจราจรเข้าสู่ตัวเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่สามารถช่วยแก้ปัญหาการจราจรของจังหวัดได้ในระยะเร่งด่วน

สำหรับทางหลวงหมายเลข 3 หรือถนนสุขุมวิท กรมทางหลวงรายงานแผนแก้ไขปัญหาจราจรช่วงแยกเนินสูงถึงแยกศักดิ์ชัย รวม 7 จุด ได้แก่ แยกเนินสูง แยก อบจ. (คลองทราย) แยกเขาไร่ยา แยกแสลง แยกปากแซง แยกเกาะรงค์ และแยกศักดิ์ชัย โดยนายพิพัฒน์สั่งเร่งผลักดันแยกแสลงและแยกปากแซงให้บรรจุในปีงบประมาณ 2571 พร้อมให้กรมทางหลวงศึกษาและออกแบบจุดตัดสำคัญเพิ่มเติมอีก 6 แห่ง ได้แก่ แยกนายายอาม แยกช้างข้าม แยกหนองแหวน แยกหนองสีงา แยกหนองคล้า และแยกห้วยสะท้อน

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้การแก้ไขปัญหาถนนสุขุมวิทดำเนินการในลักษณะ “โครงข่าย” ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด เพื่อป้องกันการเกิดคอขวดแห่งใหม่ พร้อมจัดลำดับความสำคัญตามความเร่งด่วน ปริมาณจราจร และความปลอดภัยของประชาชน

ด้านกรมการขนส่งทางบกได้รายงานระบบรถโดยสารสาธารณะเส้นทางกรุงเทพฯ–จันทบุรี กรุงเทพฯ–ตราด และเส้นทางภายในพื้นที่ โดยพบว่าบางเส้นทางท้องถิ่นยังขาดผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเส้นทางจันทบุรี–ท่าแฉลบ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จึงมอบหมายให้พิจารณาระบบขนส่งสาธารณะให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยว

ขณะที่กรมเจ้าท่ารายงานผลการขุดลอกร่องน้ำคลองขลู่ ปริมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร และคลองน้ำใส 13,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือของชาวประมง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก ส่วนท่าเทียบเรือขลุงรองรับผู้โดยสารประมาณ 500 คนต่อวัน และเที่ยวเรือประมาณ 20 ลำต่อวัน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทางน้ำประมาณ 145 ล้านบาทต่อปี

สำหรับการเชื่อมโยงไปยังจังหวัดตราด กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างศึกษาโครงการสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่–เกาะช้าง โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางโครงการ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว ขณะที่กรมทางหลวงชนบทจะพิจารณาแนวทางพัฒนาโครงข่ายถนนบนเกาะให้เชื่อมต่อกับสะพานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่อุทยานแห่งชาติอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ จังหวัดและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจันทบุรี–ตราดเสนอให้ศึกษาการขยายโครงข่ายรถไฟจากมาบตาพุด จังหวัดระยอง ผ่านจันทบุรีไปยังตราด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้จากจันทบุรี–ตราดเข้าสู่ระบบราง เชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ซึ่งจะนำข้อเสนอดังกล่าวหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยต่อไป

ภายหลังการประชุม นายพิพัฒน์พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสะพานเชื่อมท่าแฉลบ–บางกะไชย และโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงแยกแสลง ซึ่งมีแผนก่อสร้างสะพานขนาด 4 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 370 เมตร วงเงินก่อสร้างประมาณ 827 ล้านบาท และเตรียมเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2571

การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งให้หน่วยงานส่วนกลางรับทราบปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลจริงมาจัดลำดับความสำคัญภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดโครงการที่มีความพร้อม โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความคุ้มค่า ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต กระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง