นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าภารกิจต่างประเทศใน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 21-26 กันยายน 2569 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เชื่อมโยงตลาดทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารศักยภาพและบทบาทของไทย โดยมุ่งเปลี่ยนความสนใจจากต่างประเทศให้เกิดเป็นการลงทุน การขยายธุรกิจ การจ้างงาน และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต” โดยย้ำว่า เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก ทำให้ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในระยะต่อไปต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง จากเดิมที่เป็นการ “ผลิตให้” ไปสู่การ “ผลิตร่วมกัน” และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกันและกัน
นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ญี่ปุ่นยังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญของไทย จากฐานการลงทุนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการเติบโตของแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี ทำให้ไทยต้องต่อยอด Supply Chain เดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนในด้านพลังงาน รัฐบาลเดินหน้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ พร้อมส่งเสริม Solar Rooftop และการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการลงทุนสีเขียว โดยต้องเตรียมความพร้อมทั้งกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน
นายกรัฐมนตรียังย้ำการเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย และยาเสพติด โดยระบุว่ามีการยึดทรัพย์แล้วกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมกล่าวถึงการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก Negative เป็น Stable และคงอันดับ BBB รวมทั้งรับทราบข้อห่วงใยเรื่องคนไทยพำนักในญี่ปุ่นเกินกำหนด หรือ overstay และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในส่วนตลาดทุน ภาคเอกชนไทยสะท้อนสัญญาณบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาในตลาดทุนไทย รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ DR และโครงการ BOI-to-IPO เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทย
จากญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA81 พร้อมจัดกิจกรรม Roadshow ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสื่อสารศักยภาพเศรษฐกิจไทยและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล และ AI ซึ่งภาคตลาดทุน ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสุทธิเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3–4 ปี ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงกว่าตลาดโลก และคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เพิ่มขึ้น สะท้อนความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดย SET เตรียมพบผู้ลงทุนสถาบันในนครนิวยอร์กกว่า 30 ราย พร้อมนำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
22 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีหารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก Bank of America, Microsoft และ PIMCO เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และการลงทุน โดยย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและเปิดรับเงินทุนคุณภาพจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน Bank of America ให้ความสนใจการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยีแห่งอนาคตและความยั่งยืน ขณะที่การหารือกับ Microsoft ครอบคลุมดิจิทัล AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค รวมทั้งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ส่วนการหารือกับ PIMCO เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจและการเงินโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุน และปัจจัยที่นักลงทุนสถาบันใช้ประกอบการตัดสินใจ
โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยไม่ได้ต้องการเพียงเงินทุน แต่ต้องการ “หุ้นส่วน” ที่จะร่วมสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต
23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก และหารือกับนาง Ruth Porat ผู้บริหารระดับสูงของ Alphabet และ Google โดยขอบคุณ Google ที่มีแผนลงทุนในประเทศไทยมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานคร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกให้โครงการดำเนินไปตามแผน โดยทั้งสองฝ่ายยังหารือการต่อยอดความร่วมมือด้าน AI ทักษะดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนามาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการดูแลชุมชนโดยรอบ ขณะที่ Google พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานและโอกาสสำหรับคนไทยและสตาร์ตอัปไทย พร้อมยืนยันการเป็นพันธมิตรระยะยาวกับประเทศไทย
ส่วนที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน และหอการค้าสหรัฐฯ ได้จัดงานให้นักธุรกิจบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ พบนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางอาเซียน การลงทุนในไทยจึงสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน พร้อมกล่าวถึงการปรับปรุงระบบ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนการทำธุรกิจ อีกทั้งในช่วงครึ่งปีแรก ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 พร้อมเปิดรับความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยี Superintelligence ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ภาคการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา ไปจนถึงบริการภาครัฐ
24 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย หรือ Opening Bell โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยความร่วมมือ SET–NYSE จะช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเข้าถึงบริษัทและอุตสาหกรรมใหม่ของไทยมากขึ้น โดยรัฐบาลต้องการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกให้เกิดเป็นการลงทุน การขยายกิจการ และการสร้างงานในประเทศไทย
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเวทีที่จัดโดย Jefferies Group LLC เพื่อพบกองทุนชั้นนำของสหรัฐฯ และนำเสนอศักยภาพของไทย ทั้งฐานการผลิต ระบบคมนาคม เครือข่ายซัพพลายเออร์ และความพร้อมเป็นฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงโอกาสจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความต้องการ Data Center ระบบจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูล ระบบไฟฟ้าที่มั่นคง และบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยย้ำว่า ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมยืนยันว่าไทยยินดีรับการลงทุนใน Data Center แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำควบคู่กัน โดยย้ำว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ธุรกิจจริง” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวอภิปรายทั่วไปต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” โดยสนับสนุนการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ย้ำความสำคัญของ “สันติภาพ” ที่ไม่ใช่เพียงการปราศจากสงคราม แต่ต้องนำไปสู่ความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกัน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ปาเลสไตน์ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี โดยระบุว่ากระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล รวมถึงการสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติในเมียนมา อีกทั้งไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับ UNODC ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมืออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยข้ามพรมแดน พร้อมย้ำถึงระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน
25 กันยายน 2569 จากสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมีกำหนดหารือกับผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจสหราชอาณาจักร ครอบคลุมการค้า การลงทุน การเงิน การบิน และการท่องเที่ยว พร้อมกล่าวสุนทรพจน์และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง เพื่อสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยและสร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสองประเทศ และยังได้มีกำหนดร่วม Roadshow กับนักลงทุนสถาบันชั้นนำในสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับ UBS รวมทั้งหารือกับผู้บริหาร Virgin Atlantic และ Rolls-Royce เพื่อขยายโอกาสด้านการลงทุน การบิน อุตสาหกรรม และความร่วมมือทางธุรกิจไทย–สหราชอาณาจักร ดังนั้น ภาพรวมการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงสะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลในการเชื่อมโยงการต่างประเทศกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี เงินทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากต่างประเทศให้เกิดเป็นการลงทุนจริง การขยายธุรกิจ การสร้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว








