นายกฯ ลงพื้นที่น่าน ย้ำเร่งช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู เฝ้าระวัง แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ประสบภัยทุกรายอย่างเต็มที่ แม้ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมคลี่คลายแล้ว แต่ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะยังอยู่ในช่วงฤดูฝน และอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ส่วนการเยียวยา การขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ทำให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์อำนวยความสะดวก ห้ามทำให้ประชาชนต้องประสบปัญหา ด้วยเหตุเอกสารไม่ครบเด็ดขาด ต้องทำให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดกับประชาชน เพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วมพื้นที่เขตเมือง เขตเศรษฐกิจ และจุดสำคัญทุกจังหวัด ต้องหาเส้นทาง Floodway ให้น้ำระบายไปให้ได้

นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด 37 จังหวัดภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดำเนินการ 6 ด้าน ได้แก่

1. การช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือประชาชน พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา และพื้นที่ลุ่มต่ำ เร่งฟื้นฟูบ้านเรือน ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า ประปา และพื้นที่การเกษตรในจุดที่น้ำลดแล้ว

2. การติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศ ให้กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ติดตามปริมาณฝนในจังหวัดน่านและพื้นที่ต้นน้ำ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก และแจ้งข้อมูลให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือ

3. การติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ประเมินปริมาณและทิศทางมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองน่านและพื้นที่ท้ายน้ำ หากทราบว่ามวลน้ำกำลังจะไปถึงพื้นที่ใด ให้แจ้งเตือนทันที ไม่ต้องรอให้น้ำมาถึง เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ยกของ ย้ายรถ และเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง และให้ทุกหน่วยงานเตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เรือ เครื่องสูบน้ำ เส้นทางอพยพ และพื้นที่ปลอดภัยให้พร้อม เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

4. การเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ให้กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อแจ้งเตือนและเตรียมอพยพประชาชนได้ทันท่วงที

5. การฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจเส้นทาง สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบ หากมีดินโคลนหรือสิ่งกีดขวาง ให้ระดมเครื่องจักรเปิดเส้นทางโดยเร็ว พร้อมประชาสัมพันธ์เส้นทางที่ใช้ได้และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

6. การแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดน่าน เสนอคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นายกรัฐมนตรี ได้กำชับจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดตอนล่างที่อยู่ในเส้นทางมวลน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำยม พื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดที่เคยน้ำท่วมซ้ำ ให้เตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งระบบป้องกันและระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เรือ เจ้าหน้าที่ ศูนย์พักพิง และเส้นทางอพยพ ย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง บูรณาการการทำงานให้เป็นเอกภาพ โดยเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของประชาชนและลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ขอให้ทุกหน่วยรับข้อสั่งการไปปฏิบัติโดยทันที

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดน่าน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 7 อำเภอ 42 ตำบล 356 หมู่บ้าน/ชุมชน 23,827 ครัวเรือน 67,129 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ความเสียหายครอบคลุมด้านคมนาคม สาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข และการเกษตร ทั้งนี้ จังหวัดได้เร่งประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถใช้กลไกงบประมาณช่วยเหลือประชาชนได้โดยเร็ว โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ได้แก่ ค่าเครื่องครัว เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอน รวม 6,700 บาท เป็นลำดับแรก ส่วนความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยและเครื่องมือประกอบอาชีพจะดำเนินการในลำดับต่อไป พร้อมกำหนดสำรวจความเสียหายและประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินเยียวยาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กันยายน 2569

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องฟื้นฟู ได้แก่

1. น้ำประปา มี 2 ส่วน คือ การประปาส่วนภูมิภาคและประปาหมู่บ้าน โดยการประปาส่วนภูมิภาค ได้ระดม เครื่องจักร กำลังคน เข้าซ่อมแซม คาดว่าวันที่ 24 สิงหาคม 2569 จะสามารถจ่ายน้ำได้สมบูรณ์เต็มระบบ
ส่วนประปาหมู่บ้าน เนื่องจากบางแห่งเสียหาย 100% จึงได้ระดมกำลังช่างประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่ทำได้ก่อน

2. ไฟฟ้า ขณะนี้เสียหายทั้งสายส่ง และเสาไฟฟ้าที่โค่นล้ม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แก้ไขซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว คงเหลือแต่การระดมกำลังไปให้บริการที่บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะการเปลี่ยนอุปกรณ์
เพื่อไม่เกิดไฟฟ้าลัดวงจร

3. การฟื้นฟู ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กำกับการทำความสะอาด ต้องล้างอย่างน้อย 3 รอบ

4. Cell Broadcast เตือนภัย ให้นายอำเภอทุกอำเภอทำความเข้าใจสภาพภูมิประเทศและสภาวะอากาศรวมถึงประเมินสถานการณ์ภัย ถ้ามีข้อสงสัยขอให้ประสานปรึกษากับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที และต้องแจ้งขั้นตอนการอพยพ การเคลื่อนย้าย กรณีน้ำป่าไหลหลากแก่ประชาชน

5. ขณะนี้พบว่ามีผู้สูงอายุที่ได้ประเมินความเครียด พบว่ามีความเครียดสูง จากการได้รับข้อมูลจากสถานการณ์ความรุนแรงของภัย จึงขอฝากสื่อมวลชน ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลและเหตุการณ์ที่รุนแรงย้ำเตือนซ้ำ ๆ

6. การเยียวยา ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า บ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย 100% จะได้รับการเยียวยาในเบื้องต้น และขอให้จังหวัดรวบรวมรายชื่อผู้ที่ได้รับความเสียหายไว้ เพื่อพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการซ่อมแซมบ้านเรือน เชื่อว่าจะมีงบประมาณหรือความช่วยเหลือจากส่วนอื่นเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม

7. อาหารผู้ประสบภัย ได้เน้นย้ำพิเศษว่า สามารถเพิ่มได้ตลอด ขอให้ผู้นำชุมชน/หมู่บ้านแจ้งมาได้ และขอให้ควบคุมเรื่องคุณภาพและปริมาณ

8. การปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่ง ในส่วนของตัวเมืองน่าน พบการชำรุดของแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งบางจุด โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จะรับผิดชอบเรื่องงบประมาณการดำเนินการซ่อมแซมทั้งหมด

9. พื้นที่สำหรับพักเศษต้นไม้ที่ไหลมากับน้ำที่อำเภอปัว และท่าวังผา ขณะนี้ได้เจรจากับเอกชนในการนำขอนไม้ขนาดใหญ่ไปพักไว้ที่เอกชนก่อน เพื่อทางราชการจะได้เร่งซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชนและพื้นที่สาธารณะ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ว่า ยังคงต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำ ป่าสักอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่ายังมีฝนสะสมในหลายพื้นที่ ขณะที่ภาพรวมระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักยังต่ำกว่าตลิ่ง จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน เฝ้าระวังพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและฝนสะสม รวมถึงติดตามปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทันท่วงที

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์อุทกภัย และความคืบหน้าการดำเนินงาน โดยกรมชลประทานได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือและเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ต่อเนื่อง เพื่อเร่งซ่อมแซมคันดิน คันกั้นน้ำ และฝายต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย ให้กลับมาใช้งานรองรับน้ำและส่งน้ำได้โดยเร็วที่สุด ส่วนด้านพืช ได้เร่งสำรวจพื้นที่แปลงปลูกทั้งข้าว พืชไร่และพืชสวน พืชผล เพื่อเตรียมการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช และการเยียวยา ด้านประมงและปศุสัตว์ ได้ติดตามการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบอาชีพการประมง ทั้งเรื่องเสบียงสัตว์ พืชอาหารสัตว์ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำ นอกจากนี้ในพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) มีการดูแลเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างทั่วถึง เพื่อให้ได้รับสิทธิและการเยียวยาอย่างเป็นธรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมการช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา สถานศึกษา และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดเรียน โดยเฉพาะโครงสร้างอาคาร ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และเส้นทางเข้า–ออกสถานศึกษา ประเมินความพร้อมของสถานศึกษาเป็นรายแห่ง โรงเรียนใดยังไม่พร้อมให้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามบริบท ซึ่งจากสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดน่านกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งปิดสถานศึกษากรณีพิเศษจำนวน 97 แห่งในช่วงวันที่ 19 – 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมเปิดพื้นที่สถานศึกษาและหน่วยงานที่ปลอดภัยเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรวม 13 แห่ง และประสานหน่วยงานทุกภาคส่วนดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด สำหรับการฟื้นฟูสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้สนับสนุนงบประมาณรวม 1,546,520 บาท เพื่อจัดทำถุงยังชีพ และทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียน ขณะเดียวกัน สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดน่านได้ระดมกำลังนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ลงพื้นที่ปฏิบัติการ “อาชีวะอาสา ช่วยเหลือประชาชน” ระหว่างวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2569 โดยจัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix It Center จำนวน 26 ศูนย์ จากเครือข่าย 30 วิทยาลัย ให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์ประกอบอาชีพโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง