“น้ำใจใคร่”พรรณไม้ท้องถิ่นไทย ที่มีความน่าสนใจทั้งในมิติของพฤกษศาสตร์พื้นบ้านและระบบนิเวศ โดยเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยที่พบการกระจายพันธุ์กว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศไทย
น้ำใจใคร่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Olax scandens Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ Olacaceae (ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานพืช Catalogue of Life มีชื่อพ้องคือ Olax psittacorum (Lam.) Vahl) คำว่า “Olax” ในทางพฤกษศาสตร์มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่สื่อถึง “กลิ่น” เนื่องจากพืชบางชนิดในสกุลนี้มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว โดยสกุลนี้พบทั่วโลกราว 40 ชนิด และสำรวจพบในประเทศไทย 3 ชนิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของน้ำใจใคร่ ลำต้นมักปรากฏหนามสั้น กิ่งอ่อนมีขนละเอียดปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียว รูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้างยาวประมาณ 2–9.5 เซนติเมตร แผ่นใบส่วนใหญ่มีขนสั้นนุ่มทั้งสองด้าน ช่อดอกออกตามซอกใบแบบช่อกระจะหรือช่อแยกแขนงสั้น 1–3 ช่อ ดอกมีกลีบดอกสีขาวครีมรูปใบหอกยาวเกือบ 1 เซนติเมตร ความโดดเด่นของดอกอยู่ที่การพับงอกลับของกลีบดอกซึ่งแฉกลึกจนมองดูคล้ายมี 5–6 กลีบ ทั้งที่มีกลีบดอกจริงเพียง 3 กลีบ โดยมีเกสรเพศผู้สมบูรณ์ 3 อัน และเกสรเพศผู้หมัน 5 อัน
ด้านการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ สามารถพบได้ตั้งแต่ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย นิวกินี หมู่เกาะแปซิฟิก อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า ไปจนถึงเกาะมาดากัสการ์ สำหรับในประเทศไทยพบขึ้นกระจายอยู่ทุกภาคตามบริเวณชายป่า พื้นที่โล่งแจ้ง หรือป่าใกล้ชายฝั่งทะเลในระดับความสูงต่ำ
นอกเหนือจากบทบาททางระบบนิเวศแล้ว น้ำใจใคร่ ยังเป็นสมุนไพรในตำรับยาไทยโบราณที่มีชื่อเรียกท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น กระทกรก (ภาคกลาง), นางจุม หรือนางชม (ภาคเหนือ), ผักรูด (ภาคใต้), ควยเซียก (นครราชสีมา), กระดอกอก (สุพรรณบุรี) และกระเดาะอาจิง (ภาษามลายู-นราธิวาส) โดยส่วนเปลือกต้นและรากมีสรรพคุณทางยาช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและแก้ไข้ ส่วนผลสดซึ่งมีลักษณะรูปรีกว้างเกือบกลม สุกแล้วมีสีเหลืองหรืออมส้ม ก็มีสรรพคุณใช้แก้อาการตาอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้านอีกด้วย








