นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็น และเร่งด่วน เพื่อให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. โดยมีเป้าหมายเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ และผลักดันโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว
สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ขณะที่มาตรการที่เสนอในครั้งนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าและดึงดูดผู้ประกอบการชั้นนำเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น
โดยมาตรการสำคัญที่ กพอ. เห็นชอบ ครอบคลุมทั้งด้านภาษี การลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและบุคลากรต่างชาติ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การให้ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2 เท่า พร้อมเปิดทางให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งเสริมการใช้แรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี หรือมีการลงทุนสินทรัพย์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่เพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือ EECa Visa รวมถึงการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะการขนส่งทางอากาศ โดยมาตรการด้านภาษีดังกล่าวจะกำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าก่อนพิจารณาต่ออายุ
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise) ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina) ระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) และการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงสนามบินกับกิจกรรมการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนโดยรอบอย่างเป็นระบบ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า กพอ. ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้เหมาะสมกับข้อกฎหมายและการดำเนินงานจริง เช่น การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงแนวทางการนำเข้า การซ่อมบำรุง และการเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล โดยให้ สกพอ. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการที่ได้รับความเห็นชอบสามารถเกิดผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 มาตรการครั้งนี้มีเป้าหมายมากกว่าการเดินหน้าโครงการสนามบิน แต่เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบเมืองการบินให้เกิดขึ้นจริง โดย สกพอ. ประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนภายในโครงการประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ สร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 400,000 คนต่อปี และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทเมื่อเริ่มเปิดให้บริการ รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP มากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องการให้อู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน แต่เป็นกลไกดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการมูลค่าสูง เชื่อมโยงการพัฒนา EEC เข้ากับเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว








