รัฐบาลเดินหน้ากรอบความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ระหว่าง ไทย – ลาว เพื่อเพิ่มการรับมือภูมิอากาศ มลพิษ ภัยพิบัติ  และการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย กับ กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับกรอบความร่วมมือให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของฝ่ายลาวที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมากขึ้น โดยมีกำหนดลงนามในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่ง สปป.ลาว เดินทางเยือนประเทศไทยในเดือนกันยายน 2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและ สปป.ลาว มีกรอบความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560 และได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษ การฝึกอบรมเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตราย รวมถึงการแลกเปลี่ยนนโยบายและองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ภายหลัง สปป.ลาว ปรับโครงสร้างหน่วยงานเมื่อปี 2568 โดยผนวกรวมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม” ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นควรปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างดังกล่าว และเพิ่มเติมความร่วมมือให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ยังคงครอบคลุมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นโยบาย และแผนด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน การจัดการสารเคมี และของเสียอันตราย การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การเตือนภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และฐานข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังปรับขอบเขตความร่วมมือด้านน้ำ จากเดิมที่อ้างถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ความตกลงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาเป็นการเน้น “การอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะและพื้นที่ชุ่มน้ำของทั้งสองประเทศมากขึ้น โดยความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยให้ไทย และ สปป.ลาว แลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีได้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น หมอกควัน มลพิษทางอากาศ น้ำและดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถจัดการได้เพียงลำพัง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบความร่วมมือจะดำเนินการผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ การจัดสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาแผนงานและโครงการที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง เว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ลงนาม มีระยะเวลา 5 ปี และขยายต่ออัตโนมัติครั้งละ 5 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยุติล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด และเอกสารฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง