การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (26 ส.ค.69) พิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็น ความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้เงิน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน ซึ่งไม่ขัดข้องกับวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก สำหรับเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน แต่เห็นว่าอีก 200,000 ล้านบาท อาจมีทางเลือกจากรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน โดยไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม พร้อมชี้ว่าการจัดทำโครงการพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป เพียงอย่างเดียว ยังไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานในภาพรวมและเสนอแผนเปลี่ยนผ่านระยะ 12 ปี สู่ระบบพลังงานที่มีราคาถูก สะอาดและเป็นธรรม
ขณะที่ รัฐบาล ชี้แจงว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้า ค่าครองชีพและเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ งบประมาณและเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า พระราชกำหนดฉบับนี้มีความจำเป็น เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกู้เงินจะดำเนินการตามความจำเป็นและใช้จ่ายจริง พร้อมมีกระบวนการกลั่นกรองโครงการ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใสและวินัยการเงินการคลัง โดยแบ่งวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับส่งเสริมพลังงานทดแทนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน








