นายกฯ ชี้แจงต่อวุฒิสภา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานและลดผลกระทบประชาชน ยืนยันไม่กระทบกรอบวินัยการคลัง

พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการผลิตและขนส่งน้ำมันทั่วโลก ขณะที่ไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางราวร้อยละ 50 ทำให้ต้นทุนสินค้า การขนส่ง และค่าครองชีพเพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน

งบประมาณและเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ไม่เพียงพอรองรับสถานการณ์ จึงเห็นว่าการออก พ.ร.ก.เป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการรับมือวิกฤต พร้อมยืนยันว่า การกู้เงินยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินกรอบร้อยละ 70 และทุกโครงการต้องผ่านการกลั่นกรองเพื่อความคุ้มค่าและป้องกันความซ้ำซ้อน

จากนั้นสมาชิกวุฒิสภาทยอยอภิปรายทั้งฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบ โดยฝ่ายเห็นชอบมองว่าวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อค่าครองชีพเป็นสถานการณ์สำคัญและเร่งด่วน จำเป็นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เพื่อให้รัฐบาลสามารถกู้เงินและดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันการณ์ พร้อมเสนอให้มีการติดตามการดำเนินงานและการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิ เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า

ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นชอบตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศยังไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. และเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปหรือสมาร์ทกริด เป็นโครงการระยะยาวที่ควรเสนอเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้ เพื่อให้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามปกติของรัฐสภา พร้อมวิจารณ์รายละเอียดแนบท้าย พ.ร.ก. ว่า ขาดเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจน ทำให้การขอวงเงิน 400,000 ล้านบาทเปรียบเสมือนการขอเช็คเปล่า และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อวินัยทางการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง