นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที ครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทเป็นทั้งผู้นำและผู้สนับสนุนการพัฒนา
นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ หรือซอฟต์โลน และการสนับสนุนผ่านบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่
ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ โดยมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท พร้อมหารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม รวมถึงลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะดำเนินการควบคู่กับการพัฒนา โดยเน้นการทำงานร่วมกับประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความสงบ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้ประชาชนและภาคธุรกิจ
ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท โดยมีทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จังหวัดปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา รวมถึงการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียน
ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบประกันภัยแบบครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยรวดเร็วและมากขึ้นเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ครอบคลุม 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้กับภูมิภาคอื่นของประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเร่งศึกษาการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ระบบคมนาคมขนส่งมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญอื่น เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการเดินทาง ตลอดจนสนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในพื้นที่
การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้ายสถานที่ประชุม แต่เป็นการนำปัญหาและข้อเสนอของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งการยกระดับเศรษฐกิจ ความปลอดภัย โอกาส และคุณภาพชีวิต
สำหรับโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า รัฐบาลมีเป้าหมายคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยคุ้มครองที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท เบื้องต้นสามารถจ่ายความช่วยเหลือได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน
ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในการเยียวยาในรูปแบบเดิมแล้ว ถือเป็นแนวทางที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเพิ่มการคุ้มครองประชาชน
จากความสำเร็จของการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรก รัฐบาลมีแนวคิดที่จะจัดการประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยการประชุมครั้งต่อไปมีแนวโน้มจะจัดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจเริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม








