นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า “ยาปรุงเฉพาะราย” คือคำตอบสำคัญของการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ต่างจากยาสูตรสำเร็จที่ใช้เหมือนกันทุกคน เพราะ “ยาปรุงเฉพาะราย” ปรับสูตรตามลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละคน สะท้อนหลักการแพทย์เฉพาะบุคคล ที่วงการแพทย์ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมียาปรุงเฉพาะรายใช้จริงในสถานพยาบาลแล้วไม่น้อยกว่า 10 ตำรับ ที่โดดเด่นคือตำรับรักษาสะเก็ดเงิน ซึ่งขยายผลไปโรงพยาบาลรัฐแล้วถึง 112 แห่งทั่วประเทศ และยังคงเร่งวิจัยร่วมกับโรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อน จังหวัดตรัง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยและพัฒนาแนวทางการรักษา เพื่อผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและรองรับการเบิกจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่เพียงเท่านั้น กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยี Spray Dryer แปรรูปเป็นผงสารสกัดมาตรฐาน GMP นำร่อง 5 ตำรับรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ครอบคลุมโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และภาวะแทรกซ้อนจาก NCDs สะท้อนการผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการรักษาให้มีมาตรฐานและเข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น
ด้าน รศ.นพ.กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเจาะลึกการสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ ชี้ต้องสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ท้าทายกรอบวิจัยเดิมเพื่อให้ยาปรุงเฉพาะรายได้รับการยอมรับสากล ขณะที่ พญ.กัญญาภัค ศิลารักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และประธานคณะทำงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 8 เสนอ “เขตสุขภาพที่ 8 โมเดล” ต้นแบบดันเข้าระบบหลักประกันสุขภาพจริง ส่วนภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมถอดบทเรียนจากคลินิกเฉพาะโรค ตั้งแต่การเฝ้าระวังอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพร (Herb-Herb Interaction) ยืนยันความสำเร็จจากการปฏิบัติจริงในคลินิกเฉพาะโรค พร้อมใช้ระบบดิจิทัลควบคุมความปลอดภัย ทั้งหมดตอกย้ำว่า “ยาปรุงเฉพาะราย” ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นของระบบสุขภาพไทยในการรักษาแบบตรงจุด ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับผู้ป่วยทุกคน








