จากคำพูดของนักกฎหมายทั่วโลกที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ความไม่ยุติธรรม” และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศในช่วงหนึ่งของกิจกรรม “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)” เมื่อเดือนเมษายน 2569 รวมถึงการประกาศนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ในการยึดหลักนิติธรรม ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค โดยภาครัฐต้องให้ความยุติธรรม รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรมได้ยึดมั่นมาเป็นหลักในการปฏิบัติงาน ซึ่งพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD ได้ขับเคลื่อนงานผ่าน 7 นโยบายหลัก ประกอบด้วย
1. น้อมนำพระบรมราโชบายโครงการพระราชดำริ และหลักการทรงงานไปปฏิบัติให้ปรากฏผลอย่างเข้มข้น ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย
2. ปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นคดีที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เช่น คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฉ้อโกง การฟอกเงิน การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอื่นตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
3. ปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติดตามกรอบกฎหมายเด็ดขาด สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ขยายผลการปฏิบัติกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคมในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร
4. ช่วยเหลือประชาชน และเยียวยาผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคเป็นธรรม เน้นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
5. พัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมตามหลักนิติธรรมอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสากล ประชาชนเชื่อมั่น ปรับปรุง ทบทวนกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบงานยุติธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
6. แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมและดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข ไม่ทำผิดซ้ำ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือผู้ถูกควบคุมทั้งเด็กและเยาวชนตามหลักสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานสากล พัฒนากระบวนการด้านพฤตินิสัยเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสกลับสู่สังคม และดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข มุ่งเน้นป้องกันไม่ให้กลับมากระทำผิดซ้ำเพื่อให้สังคมปลอดภัย
7. บริหารงานยุติธรรมอย่างมืออาชีพ ทันสมัย และมีมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบริหารงานยุติธรรมของทุกหน่วยต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ใช้ทรัพยากรทางการบริหารทั้งคน งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้และระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการพัฒนาทัศนคติเชิงบวกและจริยธรรมให้กับบุคลากรของหน่วยงาน
พลตำรวจโท รุทธพล ย้ำถึงการเร่งรัดกระบวนการทำงานว่า ได้มีการกำหนดกรอบเวลาจากที่เคยใช้เวลาดำเนินการขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมหลายเดือน ขณะนี้มีการเร่งรัดทุกรูปแบบตั้งแต่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ การดำเนินการแต่ละขั้นตอนต้องรวดเร็ว ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
จากคำพูด “คุกมีไว้ขังคนจน” นั่นเป็นคำพูดสมัยก่อน เมื่อได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เร่งดำเนินงานเพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง ปัจจุบันมีหน่วยงานรับผิดชอบและแก้ไขในส่วนนี้ทั้งการเยียวยา การให้คำปรึกษาข้อกฎหมาย มีศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกจังหวัดเมื่อประชาชนเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม จะมีศูนย์ยุติธรรมชุมชนใกล้บ้านคอยให้ความช่วยเหลือ มีสายด่วน 1111 กด 77 ให้ประชาชนโทรติดต่อขอความช่วยเหลือ มีกองทุนยุติธรรม คอยช่วยเหลือประชาชนต่อสู้คดี เข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างเสมอภาค เท่าเทียม เช่น กรณีตกเป็นจำเลย ช่วยค่าประกันตัว (ปล่อยตัวชั่วคราว) ช่วยดำเนินคดี เช่น ค่าจ้างทนาย ค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี ช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม กองทุนยุติธรรมไม่ได้ช่วยทุกกรณี แต่มีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้เงินไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่มีเงินต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ต่อสู้คดี
ส่วนการแก้ปัญหายาเสพติด มีหน่วยหลักคือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ร่วมบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทหาร การปฏิบัติงานนั้นมองภาพรวมทุกมิติ ตั้งแต่การป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และการเฝ้าระวัง โดยได้มีการเดินทางไปยัง สปป.ลาว สามเหลี่ยมทองคำ สนับสนุนการตั้งจุดตรวจจุดสกัด อบรมความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามยาเสพติดของลาว รวมถึงการเดินทางไปพูดคุยประสานความร่วมมือกับทางการเมียนมา ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าไทย โดยเคยสกัดสารตั้งต้นที่หากหลุดไปได้ อาจผลิตยาบ้าได้กว่า 1,000 ล้านเม็ด นอกจากนี้ยังได้ประสานกรณีผู้ต้องหาหลบหนีไปลาว และเมียนมา โดยมีการสนับสนุนเงินรางวัลให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศ นำไปสู่การจับกุมได้หลายราย อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับหลายประเทศ ซึ่งล่าสุด ป.ป.ส. ได้ร่วมประชุม International Drug Control Cooperation Subforum กับผู้แทนกว่า 200 คน จาก 44 ประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ (อาทิ UNODC, INCB, INTERPOL) เพื่อยกระดับความร่วมมือรับมือภัยคุกคามจากยาเสพติดสังเคราะห์และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้มุ่งเน้น 1. การร่วมมือสกัดกั้นสารตั้งต้นไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ จะช่วยตัดตอนไม่ให้ยาบ้าและไอซ์ทะลักเข้าสู่ประเทศไทย 2. การบูรณาการข่าวกรองข้ามชาติ จะช่วยกวาดล้างทั้งเครือข่ายค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปกป้องทรัพย์สินของประชาชนจากการถูกหลอกลวง และ 3. นำมาตรฐานสากลมาใช้สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน (EF) และบำบัดผู้ติดยาเสพติดให้หายขาด คืนคนดีกลับสู่ครอบครัว ซึ่งการปราบปรามยาเสพติด เน้นผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล มีการยึดอายัดทรัพย์ สถิติปราบปรามสูงขึ้นสามารถยึดสารตั้งต้นได้จำนวนมาก โดยได้ดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน แม่น้ำโขง รวมถึงพื้นที่ทางบก มีจุดสกัดต่าง ๆ เพื่อป้องกันยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ขณะที่จังหวัดต่าง ๆ จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและเน้นใช้กลไกท้องถิ่นในการป้องกันและปราบปราม
การจัดการกับสแกมเมอร์ บัญชีม้า อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการตั้งตนเป็นผู้มีอิทธิพลของชาวต่างชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติขึ้นมา 7 ชุด นั้น ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นกำลังหลัก ปัจจุบันอาชญากรรมออนไลน์มีการเปลี่ยนรูปแบบการเปิดบัญชีจากรูปแบบบัญชีบุคคล เป็นรูปแบบบัญชีนิติบุคคล ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินมีความยากมากขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ย่อมมีความคาดหวังที่จะได้ทรัพย์สินที่ถูกหลอกไปนั้นกลับคืนมา มีความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามบัญชีม้า (หรือศูนย์ ACSC – Anti-Online Fraud Operation Center) เพื่อให้สามารถตัดวงจรทางเงินของมิจฉาชีพได้อย่างรวดเร็ว ส่วนที่เป็นคดีความไปแล้ว เมื่อมีการยึดอายัดทรัพย์สินคืนมาได้ จะประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขายทอดตลาดและนำเงินเฉลี่ยคืนแก่ประชาชน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการมาแล้วเกือบ 700 ราย ผู้เสียหายเกือบ 600 คน เป็นเงินกว่า 130 ล้านบาท ขณะที่การจัดการกับชาวต่างชาติที่ตั้งตนเป็นผู้มีอิทธิพลได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงการยุติธรรมได้ลงพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานกรณีใช้นอมินีคนไทย ถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นเครือข่ายชาวอิสราเอลรายใหญ่ โดยจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่อื่นในจังหวัดชลบุรี รวมถึงเกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะภูเก็ต เพื่อเก็บรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังได้ดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือประชาชนไกล่เกลี่ยหนี้สินและปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนที่คดีจะขึ้นสู่ศาล และมีกรมบังคับคดีให้ความช่วยเหลือประชาชนหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ทั้งนี้ได้มีการจัดมหกรรมแก้หนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้เช่าซื้อรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต และหนี้ครัวเรือนอื่นๆ ให้เจรจากับสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น เช่น กรณีการช่วยไกล่เกลี่ยค่างวดรถที่จากเดิมต้องจ่ายถึงเดือนละ 15,000 เหลือเพียงเดือนละ 1,500 บาท หรือกรณีการค้ำประกันซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขาดวินัยทางการเงิน ทำให้ลูกหนี้มีเงินเหลือนำไปดูแลครอบครัวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดมหกรรมแก้หนี้เป็นการจัดแบบกลุ่มจังหวัดโดยในปี 2569 ได้จัดไปแล้ว 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ไกล่เกลี่ยได้กว่า 40,000 ราย มูลค่าหนี้สินที่สามารถไกล่เกลี่ยได้กว่า 8,000 ล้านบาท ภาพรวมสามารถลดค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท การจัดมหกรรมแก้หนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก 40 บริษัททางการเงินที่เกี่ยวข้อง และเตรียมจัดรอบใหม่ต่อเนื่องในปี 2570 เริ่มเดือนมกราคม 2570 เพื่อเปิดโอกาสเจรจากับเจ้าหนี้และบรรเทาภาระที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยเงินที่ประชาชนประหยัดได้จะช่วยให้สามารถดูแลครอบครัว ดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น และมีความสุข








