ตรวจสอบตู้สินค้าลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย สั่งกรมควบคุมมลพิษ ปรับแก้ข้อกฎหมาย บทลงโทษสูงถึงยึดทรัพย์

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยกรณีอาจมีการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายหรือสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขยายผลการดำเนินคดีกับขบวนการหรือองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าขยะข้ามชาติ โดยสนธิกำลังระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกันปฏิบัติการ บริเวณสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี 

นายสุชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือตามการประสานงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เบื้องต้นพบข้อมูลบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท จะมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด ซึ่งการตรวจสอบตู้สินค้าวันนี้ (14 ก.ย.69) ได้เปิดตู้สินค้า 9 ตู้ พบ 6 ตู้ มาจากสหรัฐอเมริกา มีการสำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียมและพบการปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ส่วนอีก 3 ตู้ มาจากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ มีการสำแดงถูกต้องและไม่พบการปนเปื้อน 

ทั้งนี้ จากทั้งหมดที่ตรวจอายัดตู้สินค้าได้ 50 ตู้ บริเวณท่าเทียบเรือฮัทชิสันแหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) พบความผิด 6 ตู้ เป็นตู้สินค้าของบริษัทเดียวกันถึง 3 ตู้ จึงได้ตรวจยึดอายัดไว้ สะท้อนให้เห็นการแก้ปัญหาขยะข้ามชาติ ที่ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้ส่งออก การนำเข้าที่ท่าเรือ การเคลื่อนย้าย และการจัดการของเสียปลายทางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสียอันตรายหลุดรอดเข้าสู่ระบบและถูกนำไปลักลอบทิ้งในพื้นที่ต่างๆของประเทศ 

นายสุชาติ ยืนยันว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อสกัดกั้นและตัดวงจรขบวนการลักลอบค้าขยะข้ามชาติให้ถึงต้นตอ สิ่งสำคัญคือ จะผลักดันให้ คพ. เป็นหน่วยงานที่ออกข้อกฎหมายเป็นหลักเพื่อจัดการปัญหาขยะพิษ พร้อมปรับปรุงบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น จากเดิมทำแค่เพียงจับปรับเท่านั้น แต่จะปรับโทษใหม่เป็นยึดทรัพย์และดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุดสุดเพื่อตัดวงจร ด้วยการให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาร่วมตรวจสอบ

ด้านนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า การดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 รวม 11 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569 กรมศุลกากร สามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องได้ 187 คดี น้ำหนักรวม 9.67 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท ประกอบด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตราย 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติก 300,000 กิโลกรัม ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังและท่าเทียบเรือฮัทชิสันแหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) 

ส่วนการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์หลังที่นำเข้ามาหลังจากนี้ จะดำเนินการตรวจอย่างเข้มงวด แต่จะให้กระทบต่อบริษัทที่ทำถูกต้องน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ขยะเหล่านี้ถูกลักลอบขนเข้ามาทิ้งในประเทศไทย ขณะที่ตู้คอนเทรนเนอร์ที่พบขยะผิดกฎหมายจะถูกส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง