กรมชลประทานแจงภาพรวมสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักสะสมช่วงปลายเดือน ก.ย. ระบุเขื่อนหลักภาคเหนือยังรองรับน้ำได้ พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาและแม่กลอง

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ภาพรวมน้ำเหนือใน 4 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน ยังบริหารจัดการได้ดี โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำอยู่ที่ร้อยละ 65 ส่วนเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ร้อยละ 80 ยังสามารถรองรับน้ำฝนจากพื้นที่ตอนบนได้อย่างเต็มที่

กรณีฝนตกหนักบริเวณท้ายเขื่อนภูมิพล ในพื้นที่จังหวัดตากและกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในวันเดียว กรมชลประทานจึงสั่งปิดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพลทันทีเป็นเวลา 2 วัน เพื่อจัดการจราจรน้ำไม่ให้มวลน้ำไหลมาซ้ำเติมกัน โดยมวลน้ำก้อนนี้จะเดินทางมาถึงสถานีวัดน้ำ P.17 อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ในวันนี้ ก่อนจะลงไปสมทบกับแม่น้ำสะแกกรัง คาดว่าจะรวมกันสูงสุดช่วงวันที่ 3 ต.ค. และเคลื่อนตัวถึงหน้าเขื่อนเจ้าพระยาในวันที่ 4 ต.ค. นี้

สำหรับการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยหน่วงน้ำไว้เหนือเขื่อนจนระดับสูงถึง +17.69 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่เนื่องจากเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่เหนือเขื่อนในอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท และตัวเมืองอุทัยธานี จึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไปถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 1–2 วันนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาท้ายเขื่อน ตั้งแต่ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี รวมถึงพื้นที่ริมน้ำนอกคันกั้นน้ำในกรุงเทพมหานคร มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 40–50 เซนติเมตร

ทั้งนี้ มวลน้ำเหนือจะไหลอยู่ในลำน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น โดยปริมาณน้ำไหลผ่านอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะอยู่ที่ประมาณ 2,400–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังต่ำกว่าความจุของคันกั้นน้ำที่รองรับได้ถึง 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงไม่มีโอกาสที่น้ำเหนือจะล้นคันกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครดังเช่นปี 2554 จึงขอให้ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ทั้งเขตมีนบุรี ลาดกระบัง หนองจอก และคลองจั่น คลายความกังวลลงได้

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมขังในปัจจุบัน เกิดจากปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเปิดทางน้ำและเดินเครื่องสูบน้ำออกสู่อ่าวไทยอย่างเต็มกำลัง

ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง กรมชลประทานได้ใช้เทคนิคการบริหารจัดการน้ำแบบ “ขบวนรถไฟ” โดยสั่งปิดการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ไว้ก่อน 2 วัน เพื่อปล่อยให้มวลน้ำก้อนแรกจากฝนท้ายเขื่อนไหลผ่านไปก่อน และในวันนี้มีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนในพื้นที่กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50 เซนติเมตรถึง 1 เมตร ซึ่งแม้น้ำในเขื่อนวชิราลงกรณจะสูงถึงร้อยละ 98 และต้องระบายลงมา แต่มวลน้ำใหม่ใช้เวลาเดินทางถึง 3 วัน จึงจะไม่มาซ้อนทับกับมวลน้ำก้อนแรก

ส่วนจุดที่ต้องเร่งให้การช่วยเหลือเป็นพิเศษคือ ตัวเมืองปราจีนบุรี เนื่องจากมวลน้ำก้อนใหญ่จากอำเภอกบินทร์บุรีกำลังเคลื่อนตัวมาถึงในวันนี้ ส่งผลให้ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งประมาณ 60–70 เซนติเมตร และเริ่มล้นคันกั้นน้ำเข้าท่วมบางจุดในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของพื้นที่ประสบภัยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 30 ก.ย. ถึง 4 ต.ค. นี้ ปริมาณฝนทั่วประเทศจะเริ่มลดลง ถือเป็นช่วงเร่งระบายน้ำสะสมออกจากพื้นที่ ก่อนจะต้องเฝ้าระวังฝนรอบใหม่ในวันที่ 5 ต.ค. ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งกรมชลประทานจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวันต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง