นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนา “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เรื่อง “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” โดยระบุถึงสถานการณ์และสัญญาณวิกฤตของประเทศไทยว่า วิกฤตในภาพใหญ่แบ่งออกเป็น 4 เรื่อง ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วิกฤตทางสังคม และวิกฤตการเมือง พร้อมประเมินสัญญาณผ่านเป้าหมายเศรษฐกิจในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 ด้าน คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และสิ่งแวดล้อม
ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่าตัวเลขเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากอดีตก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ลดลงเหลือ 5% และ 3% ตามลำดับ สะท้อนปัญหาการขาดการลงทุนมานานและสังคมสูงวัย ขณะที่ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.5 เท่า สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ความเสี่ยงหลักจึงย้ายมาอยู่ที่วินัยการคลังจากการใช้จ่ายงบประมาณช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา แต่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่งได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นเป็นเสถียรภาพมั่นคงแล้ว
ส่วนด้านการกระจายรายได้หรือวิกฤตทางสังคม พบปัญหาการเติบโตแบบกระจุกตัว โดยกลุ่มประชากรที่รวยที่สุด 20% แรกครองรายได้ครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่กลุ่มจนที่สุด 20% แรกมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 5% สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อน ประเทศไทยมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในภาคขนส่งและพลังงาน โดยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันเกือบ 10% ของ GDP ซึ่งส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดเมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
นายเอกนิติระบุถึงการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนประเทศว่า ต้องดำเนินการใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี AI และเครื่องจักรใหม่ พร้อมพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสังคมสูงวัย การซ่อมแซมวินัยการคลังเพื่อป้องกันวิกฤต และการคว้าโอกาสจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกเพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต (EV) เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ดิจิทัล และพลังงานสะอาด โดยต้องเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไปสู่ผู้ประกอบการ SME และแรงงานไทย
ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานจากการต่างคนต่างทำมาเป็นการบูรณาการร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคตและ EV สุขการแพทย์ การท่องเที่ยวคุณภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ให้เป็นแผนที่เน้นการลงมือทำจริง กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้เป็นรายปี คัดเลือกวาระสำคัญที่มีผลกระทบสูง และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการค้าการขายและแนวทางการปรับตัวของธุรกิจไทยท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้ว (Fragmented) ว่า รูปแบบการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยแต่ละประเทศไม่ได้ใช้เพียงมาตรการทางภาษีเป็นอุปสรรคกีดกันทางการค้าเท่านั้น แต่ยังหันมาใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ที่มีความเข้มงวดมากกว่า พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดความพึ่งพาและการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งประเทศไทยต้องใช้จุดยืนการเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางเพื่อแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว
ในส่วนของความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจากอันดับที่ 11 ในช่วงกลางปี 2568 มาอยู่อันดับที่ 7 ณ สิ้นปี 2568 และล่าสุดในครึ่งปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5 ทำให้สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในกติกาและมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมาตรการ 301 ภาครัฐจึงต้องเร่งเจรจามุ่งหาประโยชน์ร่วมเพื่อคงสิทธิประโยชน์และปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศ พร้อมทั้งทำความเข้าใจเรื่องการลดการเกินดุลการค้า ซึ่งขณะนี้ได้ตกลงในหลักการและกำลังเจรจารายละเอียดปลีกย่อย คาดว่าจะได้ข้อยุติในเร็ว ๆ นี้
ด้านการค้ากับประเทศจีน ซึ่งไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยกว่า 80% เป็นการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนเพื่อใช้เสริมการส่งออก ภาครัฐได้เจรจากับผู้บริหารระดับสูงของจีนเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานและการใช้ห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน โดยผลักดัน 2 อุตสาหกรรมนำร่องเพื่อใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสดและลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และอุตสาหกรรมยาหรือสมุนไพร นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันสินค้า SMEs ให้เข้าถึงตลาดจีน
ขณะที่ฝั่งไทยได้ยกระดับมาตรการควบคุมการนำเข้า เช่น การจัดเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก ทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและ 23 หน่วยงานภาครัฐเพื่อควบคุมการนำเข้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถลดจำนวนบริษัทนอมินีลงได้ถึง 80% นับถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
สำหรับการกระจายตลาดการค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปัจจุบันเดินหน้ามาถึงรอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยตั้งเป้าปิดการเจรจาส่วนที่เหลืออีก 1 ระเบียบให้สำเร็จภายในรอบนี้ เนื่องจากทั้งไทยและ EU ต่างมองหากันและกันในฐานะหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้
นอกจากนี้ ในส่วนของประเทศอินเดีย ซึ่งไทยได้ดุลการค้าในปริมาณมากและเคยหยุดชะงักการเจรจาไป 3 ปี ล่าสุดได้มีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินเดีย โดยตั้งกรอบเวลา 45 วันในการหาโมเดลความร่วมมือที่สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งหากตกลงกันได้ ทางอินเดียระบุว่าอาจสามารถปิดการเจรจา FTA ภายใน 90 วัน ผ่านโมเดลขับเคลื่อน 3 ประการ ได้แก่ การเป็นหุ้นส่วนที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน (Trusted Partner) การมองถึงประโยชน์ร่วมกัน (Mutual benefit) และการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) เพื่อปรับตัวให้ทันต่อโลกการค้าที่แตกกระจายในปัจจุบัน
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ว่า หัวใจสำคัญต้องเน้นการสร้างความสมดุล การเติบโต และการกระจายตัว เพื่อแก้ปัญหาความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ที่มีสัดส่วนแรงงานสูงแต่สร้างรายได้สัดส่วนน้อย แนวทางช่วยเหลือประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะและเสริมสร้างเครื่องมือแข่งขันพร้อมป้องกันปัญหาการค้าที่ไม่ถูกต้อง การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านรูปแบบใหม่ เช่น การใช้กระแสเงินสดหรือทรัพย์สินทางปัญญาค้ำประกันร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และการขยายโอกาสทางการตลาดต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ไทยยังเป็นเจ้าภาพผลักดันความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ที่จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในการประชุมผู้นำอาเซียนปลายปีนี้ เพื่อขยายตลาดการค้าดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ รองรับประชากรในภูมิภาคกว่า 650 ล้านคน








