กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงกรณีเผยแพร่ข่าวเด็กหญิงวัย 5 ขวบเสียชีวิต หลังป่วยด้วยอาการสงสัยโรคมือเท้าปากในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ปกครองและสถานศึกษาเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง เฝ้าระวัง และติดตามอาการของเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่เด็กทำกิจกรรมร่วมกันและมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดมากขึ้น
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากรายงานข่าวเบื้องต้นพบว่า หลังกลับจากโรงเรียน ผู้เสียชีวิตเริ่มมีไข้และมีตุ่มน้ำใสบริเวณมือและเท้า ร่วมกับภาวะขาดน้ำ ก่อนอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน ขณะนี้ทีมสอบสวนโรคในพื้นที่กำลังดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการและวิเคราะห์สายพันธุ์เชื้อก่อโรค โดยเฉพาะสายพันธุ์ของเอนเทอโรไวรัสที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองอักเสบและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเด็ก
นอกจากนี้ ทีมสอบสวนโรคได้ดำเนินมาตรการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งในครอบครัวและโรงเรียนอนุบาล เพื่อคัดกรองและประเมินอาการกลุ่มเสี่ยง พร้อมกำชับสถานศึกษาให้ทำความสะอาดและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
กองระบาดวิทยาติดตามสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–5 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากรวม 81,829 ราย เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้เสียชีวิตอายุ 2 ปี 10 เดือน ซึ่งไม่ใช่ผู้ป่วยรายดังกล่าว อัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 0.001
กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุดคือเด็กเล็กอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 5–9 ปี และ 10–14 ปี ตามลำดับ ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 7,802 ราย หรือร้อยละ 9.53 โดยพบผู้ป่วยกระจายทั่วประเทศ จังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงราย 209.27 รายต่อประชากรแสนคน ชลบุรี 171.64 ราย และกรุงเทพฯ 106.32 ราย
จากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย โดยสุ่มตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในปี 2569 พบว่าเชื้อส่วนใหญ่เป็น Coxsackievirus A6 และ A16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงน้อย ขณะที่ Enterovirus 71 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิต แม้มีแนวโน้มตรวจพบเพิ่มขึ้น แต่ยังพบในสัดส่วนน้อย ประมาณร้อยละ 5–15 ของสายพันธุ์ที่ตรวจพบทั้งหมดในแต่ละปี
ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี หากเด็กมีไข้ร่วมกับแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม รวมถึงมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก
สำหรับเด็กเล็ก อาจมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหล หรือบ่นเจ็บปาก หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้คำแนะนำในการป้องกันโรคในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนี้
- บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองเด็กทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสบริเวณมือหรือเท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกเด็กออกจากคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้รับกลับบ้านและหยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
- หากพบเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันภายใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด และเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและคัดกรองเด็กป่วยต่ออีก 1 สัปดาห์
- ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม
- ส่งเสริมสุขอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย และหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก
ทั้งนี้ เชื้อโรคมือเท้าปากสามารถติดต่อและแพร่กระจายผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่น เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422








