งาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ซึ่งการจัดมหกรรมดังกล่าวได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาภาคการเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลาย ตั้งเป้าผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมผลักดันจังหวัดอุดรธานีสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ที่มาของงาน มหกรรมพืชสวนโลก (The International Horticultural Exhibition) เป็นงานจัดแสดงด้านพืชสวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (The International Association of Horticultural Producers – AIPH) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ และมีการจัดต่อเนื่อง หมุนเวียนประเทศเจ้าภาพภายในภาคีสมาชิก 65 ประเทศ โดยมีระยะเวลาจัดงานตั้งแต่ 8 วัน – 180 วัน (6 เดือน) แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ คือ 1. World Horticultural Exposition 2. International Horticultural Exhibition 3. International Horticultural Show 4. International Horticultural Trade Exhibition สำหรับประเทศไทยได้มีโอกาสจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ ณ จังหวัดเชียงใหม่ มาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ ปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2554 โดยมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 จัดในรูปแบบ World Horticultural Exposition ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 – 31 มกราคม พ.ศ. 2550
ที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าชม 3.8 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 23,000 ล้านบาท ส่วนมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ จัดในรูปแบบ International Horticultural Exhibition ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554 – 14 มีนาคม พ.ศ. 2555 ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าชม 2.2 ล้านคน สร้างรายได้ 16,000 ล้านบาท
สำหรับการจัดมหกรรมพืชสวนโลก ครั้งนี้ที่จังหวัดอุดรธานี มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดอุดรธานีที่มุ่งสู่การเป็น “เมืองอัจฉริยะ ศูนย์กลางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และไมซ์ (MICE) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” อีกทั้งมุ่งผลักดันให้ มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงและอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) วัดป่าภูก้อน คำชะโนด และ ทะเลบัวแดง ซึ่ง CNN ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 15 ทะเลสาบที่แปลกที่สุดในโลก พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่จังหวัดใกล้เคียงและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับอุดรธานีสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค
การจัดมหกรรมนี้ได้รวบรวมพืชพรรณ การออกแบบสวน และองค์ความรู้ด้านการเกษตรไว้ในพื้นที่เดียว ทั้งสวนนานาชาติ การจัดแสดงพรรณไม้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ตลอดจนการเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรสามารถนำแนวคิดด้านการจัดการการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และนวัตกรรมที่เหมาะสมกลับไปปรับใช้ ขณะที่ประชาชนและเยาวชนจะได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ ผ่านการจัดแสดงและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน รวมถึงได้สัมผัสภูมิปัญญาและวัฒนธรรมพื้นถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีประเทศภาคีสมาชิกและองค์กรนานาชาติตอบรับเข้าร่วมจัดแสดงสวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และ สวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน พร้อมด้วย สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน ภายในงานยังมีสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ ต้นงิ้ว สนใบพาย และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะ เวลาการจัดงาน มีการจัดนิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว
แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการข้อมูลแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่มที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และโรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร สวนไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้ และสวนบัว รวมทั้งนิทรรศการคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม
อีกหนึ่งจุดเด่นคือสถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ด้วยการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ที่ได้รับ แรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง และ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ที่ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัวโดยภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่างๆ ทั้ง เฮือนเกย เรือนอีสานที่มีพื้นที่ส่วนต่อขยายจากตัวบ้านใช้สำหรับทำกิจกรรมและพักผ่อนในชีวิตประจำวัน ภายในจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดภูมิปัญญาสมุนไพรอีสานและการแพทย์แผนไทย โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมกิจกรรมเรียนรู้ด้านสมุนไพรและการดูแลสุขภาพตามภูมิปัญญาไทย เฮือนแฝดและเฮือนไฟ โดยเฮือนแฝดเป็นเรือนสองหลังที่ตั้งชิดกันและใช้โครงสร้างร่วมกัน ส่วนเฮือนไฟเป็นเรือนครัวที่สร้างแยกจากตัวบ้าน ใช้สำหรับประกอบอาหารและกิจกรรมภายในครัวเรือน ภายในนำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “พืชสร้างสุข: From Farm to Clinic to Home” โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับโรงพยาบาลธนบุรี และกรมวิชาการเกษตร ถ่ายทอดการเชื่อมโยงตั้งแต่การปลูกพืชสมุนไพรคุณภาพ การแพทย์แผนไทยที่ส่งเสริมสุขภาวะและการมีอายุยืนยาว (Wellness & Longevity) โดยผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิถีอีสานร่วมสมัย และ เฮือนโข่ง เรือนที่สร้างแยกจากเรือนใหญ่ แต่อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน โดยมีชานเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเรือน ขณะที่โครงสร้างพื้นและหลังคาแยกออกจากกัน ภายในจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดภูมิปัญญาและวิถีเกษตรอีสานผ่านเรื่องราวของ หม่อนไหมและข้าว
กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ ตลอดจน “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะ นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลสำคัญตลอดการจัดงาน ได้แก่ เทศกาลลอยกระทง วันพ่อแห่งชาติและวันดินโลก เทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2569 ต้อนรับปีใหม่ 2570 และ งานเฉลิมฉลองครบรอบ 134 ปี จังหวัดอุดรธานี
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชม มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ผู้จัดงานได้จัดให้มีลานจอดรถภายนอกพื้นที่จัดงาน พร้อมบริการ รถรับ–ส่ง (Shuttle Bus) เชื่อมต่อจากลานจอดรถเข้าสู่บริเวณ อาคารต้อนรับ (Welcome Center) เพื่อลดปริมาณยานพาหนะและควบคุมการจราจรภายในพื้นที่จัดงาน ขณะที่การเดินทางภายในพื้นที่จัดงาน มีบริการ รถรางพลังงานไฟฟ้า รับ–ส่งผู้เข้าชม ทุก 10 นาที ณ จุดจอดที่กำหนด โดยให้บริการหมุนเวียนรอบพื้นที่จัดงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างโซนต่างๆ ลดการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับแนวคิดการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ความยั่งยืน โดยบัตรเข้าชม แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
1. บัตรบุคคลทั่วไป สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ ราคา 199 บาท เข้าชมได้ 1 วัน สามารถซื้อได้สูงสุด 14 ใบต่อครั้ง จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ www.allticket.com เคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน
2. บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี ราคา 199 บาท เข้าชมได้ตลอดการจัดงาน 134 วัน สำหรับประชาชนที่ถือบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งระบุภูมิลำเนาในจังหวัดอุดรธานี จำกัดสิทธิ์ซื้อบัตร 1 ใบต่อคน จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน
3. บัตรเครือสบายดี ราคา 199 บาท เข้าชมได้ 30 วัน สำหรับประชาชนที่ถือบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งระบุภูมิลำเนาใน 4 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จำกัดสิทธิ์ซื้อบัตร 1 ใบต่อคน สามารถเข้าชมงานได้ต่อเนื่อง 30 วันหลังจากซื้อบัตร และซื้อบัตรใหม่ได้เมื่อบัตรเดิมหมดอายุ โดยตรวจสอบสิทธิ์ด้วยบัตรประจำตัวประชาชน จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศและจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน
4. บัตรแบบกลุ่ม บัตรเข้าชมงาน 1 วัน ราคาพิเศษตามจำนวนการซื้อ สำหรับผู้ประกอบการหรือหน่วยงาน ได้แก่ บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ผู้ประกอบการขนส่งมวลชน สถานศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมหาวิทยาลัย ลงทะเบียนขอซื้อบัตรเข้าชมงานแบบกลุ่มผ่าน LINE Official Account: @organizer.udonexpo และจัดส่งบัตรทางไปรษณีย์เท่านั้น
5. บัตรสิทธิพิเศษเฉพาะชาวไทย (Complimentary) เข้าชมฟรี 1 วัน สำหรับผู้มีสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยสามารถรับบัตรได้ที่จุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างานเท่านั้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. พระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร และแม่ชี แสดงหนังสือสุทธิ หนังสือสุทธิบรรณ หรือหนังสือรับรองจากวัด เพื่อยืนยันสิทธิ์ 2. เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แสดงบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อยืนยันสิทธิ์ 3. ผู้พิการ แสดงบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อยืนยันสิทธิ์ 4. นักเรียนระดับไม่เกินมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เดินทางมาทัศนศึกษากับสถานศึกษา โดยสถานศึกษาจะต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน LINE Official Account: @organizer.udonexpo








