นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวปาฐกถาเปิดงาน “The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security” ในหัวข้อ “The Future of Water Bangkok’s Water Challenges and Opportunities” โดยนำเสนออนาคตการรับมือวิกฤตน้ำของกรุงเทพฯ ผ่านบทเรียนจากความท้าทายเชิงกายภาพ การใช้นวัตกรรม และความร่วมมือเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 3 หมวดสำคัญ ดังนี้
ถอดสมการ 3 น้ำ สแกน DNA ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ สู่ระบบป้องกันเมืองลุ่มต่ำ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ต้องเผชิญความท้าทายจาก “3 น้ำ” ได้แก่ น้ำฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำเหนือจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย โดยความเสี่ยงสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยทั้งสามมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน มีบทเรียนสำคัญจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่คันกั้นน้ำตอนบนพังทลาย จนน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ดอนเมืองอย่างรวดเร็ว
เพื่อรับมือกับน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน กทม. ได้ก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมความยาวรวม 80 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ โดยกำหนดความสูงแนวคันกั้นน้ำไว้ที่ระดับ +2.80 ถึง +3.50 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง การปรับปรุงคันกั้นน้ำและเขื่อนริมแม่น้ำช่วยลดความเสี่ยงในจุดอ่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้วกว่า 87%
ส่วนการจัดการน้ำฝนภายในเมือง กทม. ใช้ระบบบริหารจัดการน้ำที่ทำงานร่วมกันระหว่างท่อระบายน้ำ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ รวมถึงการวิเคราะห์จุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุดในปี 2565 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแก้ไขสำเร็จแล้วกว่า 70%
ความท้าทายประการแรกของ กทม. คืออิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวในระยะเวลาอันสั้น เช่น เหตุการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ประกอบกับการเติบโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังในชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น
ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่อยู่อาศัยบางแห่งตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มต่ำกว่าระดับคันคลองตามธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาระบบสูบน้ำเป็นหลักในการระบายน้ำออก ขณะที่การรุกล้ำริมคลองสายหลักเป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างเขื่อน นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำข้ามเขตพื้นที่ยังมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการอุโมงค์ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ปี 2542 สามารถก่อสร้างและเปิดใช้งานจริงได้เพียง 5 แห่ง จากแผนงานทั้งหมด 13 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ระบบระบายน้ำโดยรวมของเมืองยังไม่สมบูรณ์ตามเป้าหมาย
กทม. นำเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI มาใช้พยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง รวมถึงสร้างแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วม เพื่อช่วยในการสั่งการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและบริหารจัดการสถานีสูบน้ำอัตโนมัติผ่านศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ควบคู่กับการปรับแนวคิดผังเมืองสู่ Compact City ซึ่งการพัฒนาอาคารสูงและความหนาแน่นอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การสร้างคันกั้นน้ำเพื่อปกป้องประชาชนทำได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เมืองขยายตัวในแนวราบ
นอกจากนี้ กทม. ยังนำนวัตกรรมท้องถิ่นอย่าง “ท่อซิ่ง” มาใช้เร่งสูบน้ำออกจากชุมชนลุ่มต่ำ พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแบบเจาะจงพื้นที่ผ่าน Cell Broadcast และ LINE Alert ตลอดจนศึกษาโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนระดับสากล เช่น Thames Barrier ในกรุงลอนดอน และ Maeslantkering ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเตรียมรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอ่าวไทยในอนาคต
ทั้งนี้ ความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรต่างประเทศ เพื่อบูรณาการข้อมูล นวัตกรรม และงบประมาณในการสร้างภูมิคุ้มกันทางน้ำให้กรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน
สำหรับงาน “The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security” จัดโดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office ณ Magnolia Ballroom ชั้น 10 โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยนำงานวิจัยและนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาต่อยอดเพื่อร่วมแก้ปัญหาของประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประเมินและพยากรณ์สถานการณ์น้ำ วางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า และลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว รวมถึงยกระดับการติดตามและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนและคุณภาพน้ำของประเทศไทยในอนาคต








