นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของรัฐบาลว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ได้มุ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนและภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านเพื่อใช้เอง และนำไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้งานส่งกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างรายได้ เป็นความตั้งใจปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานนำเข้าด้วยการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานจากขยะหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศได้มากขึ้น โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนเข้าร่วม 1 ล้านครัวเรือน ใช้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยสนับสนุนเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 50,000 บาท รวมวงเงิน 50,000 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อวิจารณ์เรื่องการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ว่า Vendor List มีผู้ประกอบการเป็นร้อยราย และประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ติดตั้งได้เอง ยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ส่วนการกำหนดให้มีหลักประกันหรือ Bank Guarantee เป็นหลักประกันให้ประชาชน โดยผู้รับเหมาจะต้องทำงานด้วยความรอบคอบ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะถูกยึดเงินค้ำประกัน ทั้งนี้ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องรับไฟฟ้าส่วนที่ประชาชนผลิตได้แต่ไม่ได้ใช้กลับเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้า หรือ Distribution System ให้ได้มากที่สุด จึงต้องควบคุมคุณภาพของไฟฟ้าที่ส่งกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย
ส่วนการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งการทำนา ทำไร่ ทำสวน การหว่านปุ๋ย และการลำเลียงผลผลิต จำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลเป็นพลังงาน โดยเกษตรกรสามารถใช้ B20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม และสามารถใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตร โดยเฉพาะรถไถ รถบรรทุกที่ใช้ในภาคเกษตรกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตรและการขนส่งได้ ขณะที่ E20 เป็นน้ำมันเบนซินผสมเอทานอล ซึ่งสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินได้ แต่ประชาชน ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งาน กระทรวงพลังงานจึงต้องส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและหันมาใช้มากขึ้น ทั้งนี้ การส่งเสริมการใช้ B20 จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยประชาชนยังสามารถเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้ ในขณะที่การปรับลดภาษีน้ำมันเบนซิน 91 95 97 และ 100 ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ 100% และได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากลดภาษีน้ำมันทุกประเภท ย่อมส่งผลต่อรายได้ของภาครัฐ ซึ่งเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศและดำเนินภารกิจต่าง ๆ ทั้งการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ การก่อสร้างถนน การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม และการเยียวยาประชาชนเมื่อเกิดอุทกภัย
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลดค่าครองชีพว่า รัฐบาลพยายามลดต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง เพื่อไม่ให้ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการ Credit Term กำหนดระยะเวลาชำระเงินสำหรับสินค้าเกษตรไม่เกิน 30 วัน และสินค้าทั่วไปไม่เกิน 45 วัน เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างโอกาสของชาติในการดึงเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย
ซึ่งต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่าได้ให้ความสำคัญกับการพบปะหารือผู้ประกอบการและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็น ความต้องการ ตลอดจนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศให้เอื้อต่อการลงทุน โดยสอบถามถึงปัจจัยที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย จากการหารือกับนักลงทุนสะท้อนตรงกันว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และมีบุคลากรที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศได้
นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า นักลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงรายหนึ่งมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทภายในปี 2573 โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และยังมีความประสงค์ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และคุณภาพของแรงงานไทย ทั้งนี้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าบุคลากรไทยมีพื้นฐานการศึกษาและศักยภาพในการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยีของบริษัทได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานและยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการลงทุนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ เรื่องนี้นักลงทุนได้สะท้อนข้อจำกัดบางประการ เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับความสูงของอาคาร จำนวนห้องพัก และขนาดพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของโครงการลงทุนบางประเภท แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมก็ตาม รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่และลักษณะโครงการเพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวมากขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการลงทุนต้องสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศกับการสร้างโอกาสให้แรงงานไทย โดยต้องกำหนดเงื่อนไขการใช้แรงงานต่างชาติให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจ้างงานคนไทยควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีระบุถึงบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่นักลงทุน โดยภาครัฐจะนำข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการมาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทำงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองแรงงานไทยเพียงในแง่ต้นทุนค่าแรง แต่เห็นถึงศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะพื้นฐานด้านการศึกษา ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแรงงานทักษะสูงได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการเพิ่มทักษะ (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชากรคืออาหาร รัฐบาลจึงมุ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร สามารถส่งอาหารไปทุกภูมิภาคของโลกได้ จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะนำเสนอศักยภาพด้านความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ทั่วโลกมีความต้องการอาหารจากประเทศไทย ดังนั้นประเทศไทยต้องวางโครงสร้างต่างๆ ให้ดีขึ้น เพื่อรองรับโอกาสด้านอาหาร โดยเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินใช้ มีเงินออม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกทั้งจะมีการนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตรไปหารือและเปิดตัวนโยบายในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 2 – 3 พฤศจิกายน 2569 โดยระบุว่าจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมระบุว่าในปีนี้ราคาข้าวและผลผลิตทางการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ประเทศไทยจึงควรนำเสนอความเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนให้ความสนใจมหกรรมพืชสวนโลกที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ซึ่งเป็นมหกรรมที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสินค้าและพืชผลทางการเกษตร และมีกิจกรรมทางวิชาการ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึง การปิดด่านชายแดนและสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า การปิดด่านชายแดนมีส่วนช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย เพราะในอดีตมีปัญหาการลักลอบนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาและการแข่งขันของผลผลิตที่เกษตรกรไทยผลิตได้ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยขณะนี้ยังมีประเด็นที่ต้องหารือและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยก่อน ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของชาติ พื้นที่ทางทะเลที่มีทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประชาชน พร้อมย้ำว่าการดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ขอทำตามความปรารถนาของประชาชน และไม่ควรเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์หากยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างเพียงพอ
สำหรับสถานการณ์การเมืองและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสภาในเดือนธันวาคมนี้ หลังการหารือกำหนดเวลาในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ซึ่งเดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ได้กำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัวกลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภา ซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ การเดินทางไปต่างประเทศของตนเองเป็นภารกิจของประเทศ การพบผู้นำและนักลงทุนด้วยตัวเองมีน้ำหนักกว่าการมอบหมายบุคคลอื่น เห็นได้จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งการลงทุน การส่งออก และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะเห็นต่างกันเพียงใด การบริหารประเทศต้องมาก่อนเกมการเมือง สำหรับตนเองนั้นการเมืองนับเป็นเรื่องท้ายๆ หากต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางการเมืองกับภารกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเลือกอย่างหลัง ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเลือกไม่อภิปรายรัฐมนตรีบางพรรคการเมือง ยืนยันว่าไม่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในรัฐบาล ย้ำว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายตนเองเพียงคนเดียวถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมด








