นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” จากเหตุความรุนแรงในโรงเรียนพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยมุ่งยกระดับการป้องกันและรับมือเหตุในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยให้นำประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด การกำกับดูแลและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม รวมทั้งการกำหนดมาตรการดูแล ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ตลอดจนกำหนดให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัย โดยให้สถานศึกษาดำเนินการทันที และขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยออก 7 มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ดังนี้
1. ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา
ให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา เพื่อเป็นช่องทางการแจ้งข้อมูลข่าวสาร การให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ เกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษา ปัญหาด้านการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้ง ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือปัญหาอื่นใดแก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา หรือผู้ปกครอง โดยเชื่อมโยงกับศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประสานงานและหาแนวทางความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นกลไกสำหรับการแสวงหาทางออก การแก้ไขปัญหา การฟื้นฟู การเยียวยา การบำบัดรักษา หรือการบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ (Copycat Effect)
2. ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย
2.1 ให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดทำแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร มาตรการความปลอดภัยสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ มาตรการความปลอดภัยในการเดินทางไป – กลับ ระหว่างสถานที่พักกับสถานศึกษาของนักเรียนและนักศึกษา รวมทั้งการเดินทางไปทัศนศึกษาและให้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นประจำ โดยดำเนินการให้มีความสอดคล้องกับแผนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในห้วงระยะเวลาที่มีการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาให้ดำเนินการตรวจตราความปลอดภัยเพื่อป้องกัน ป้องปราม และเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด
2.2 กรณีมีความจำเป็นต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของอื่นใดในการจัดการเรียนการสอน หรือการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มีลักษณะเป็นสิ่งของมีคมหรือมีลักษณะที่อาจเป็นอันตรายหรืออาจใช้กระทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจได้ ให้สถานศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาหรือเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลและเฝ้าระวังการใช้งานวัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของเช่นว่านั้นอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
3. ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว
3.1 ให้สถานศึกษาจัดระบบ ดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยเร่งด่วน พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติกับบุคลากรด้านจิตวิทยาหรือนักจิตวิทยาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษา เพื่อเร่งเข้ามาดูแล ช่วยเหลือ คัดกรอง ให้คำปรึกษา คำแนะนำ บำบัดรักษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรวดเร็วและมีความเหมาะสม ตลอดจนการประสานส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง
3.2 ให้สถานศึกษาจัดให้มีการพัฒนาครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น รวมทั้งการดูแล ช่วยเหลือ คัดกรอง ให้คำปรึกษา คำแนะนำ บำบัดรักษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ
4. ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัยและการกำกับดูแลการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา โดยพิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการประจำสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร หรือบุคคลอื่นใดในพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษา เป็นต้น เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
5. ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์
ให้สถานศึกษาทุกแห่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองของนักเรียนและนักศึกษาได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม
เพื่อสังเกตการณ์หรือเยี่ยมเยียนการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นใจในความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยดำเนินการตามแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด
6. ให้มีการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา
ให้สถานศึกษาทุกแห่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การจัดการความขัดแย้ง การจัดการและการควบคุมอารมณ์ของตนเอง การสื่อสารอย่างถูกต้อง ไม่ให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ และการประนีประนอม รวมทั้งการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักเรียนด้วยกัน ระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง และระหว่างนักเรียน ผู้ปกครองกับข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา
7. ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย
ให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone) ห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครองหรือบุคคลอื่นใดนำพาหรือพกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง สิ่งเทียมอาวุธปืน ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ สารระเหยแก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า สเปรย์พริกไทย สนับมือ บุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้าหรือบารากู่ไฟฟ้า สารเคมี อาวุธมีด ดาบ เหล็กขูดชาร์ปกรรไกร คัตเตอร์ เข้ามาภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาโดยเด็ดขาด
กรณีนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่นใดไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้ความยินยอม หรือขัดขวางการแสดงตนเพื่อการลงทะเบียนหรือการเปิดเผยสัมภาระหรือสิ่งของที่ได้นำพาหรือพกพาติดตัวมา ให้สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้
– ให้เชิญตัวบุคคลดังกล่าวไปยังห้องฝ่ายปกครอง ป้อมยามหรือให้พักคอยบริเวณพื้นที่จุดตรวจสอบและคัดกรองความปลอดภัย
– รีบแจ้งให้ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา หรือผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมเป็นพยานในการตรวจสอบและคัดกรองความปลอดภัย หรือให้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือดำเนินการตามกฎหมายโดยเร่งด่วน และอาจดำเนินการอื่นใดเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุในการระงับ ยับยั้ง หรือลดความเสี่ยงเพื่อป้องกันอันตรายได้
กรณีเป็นบุคคลภายนอกหรือผู้มาติดต่อ
– ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวเข้าไปภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาโดยเด็ดขาด
– แจ้งเตือน เฝ้าระวัง และตรวจตราความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาตามแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด
– ให้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือดำเนินการตามกฎหมายโดยเร่งด่วน และอาจดำเนินการอื่นใดเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุในการระงับ ยับยั้ง หรือลดความเสี่ยงเพื่อป้องกันอันตรายได้
กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่กระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาให้สั่งปิดสถานศึกษาได้ตามความจำเป็น และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องโดยทันที
รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่จะเร่งป้องกัน เตรียมพร้อม และดูแลนักเรียนทั้งกายและใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะประสานขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้นำมาตรการความปลอดภัยไปปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้เรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กนักเรียนทุกคน
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม – 9 กันยายน 2569 เพื่อวางกฎหมายแม่บทและระบบรองรับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาในระยะยาว








