“นิกร” เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน กลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการครอบครัวอุปการะ บ้านเคหะเพื่อคนไทย ปฏิรูปฐานข้อมูลกลางด้านสวัสดิการ

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง การพัฒนาที่อยู่อาศัย และการปฏิรูปฐานข้อมูลกลางด้านสวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้รวดเร็วมากขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. โครงการ “ครอบครัวอุปการะ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นที่พึ่งให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ด้วยการรับดูแลคนไร้ที่พึ่งในลักษณะ “ครอบครัวดูแล” โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าตอบแทนแก่ครอบครัวอุปการะ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน และมีนักสังคมสงเคราะห์ติดตามและเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระจายสิทธิประโยชน์จากภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงมีความประพฤติเหมาะสม ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง มีความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย และสามารถดูแลผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดต่อสมัครได้ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด สมัครได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ หรือหน่วยงานคุ้มครองต่างๆ ของรัฐ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่สายด่วน พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง

2. โครงการ “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ
ในราคาที่เหมาะสม โดยเร่งขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่อาศัยเชิงรุก ในปี 2569 การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ตั้งเป้าพัฒนาที่อยู่อาศัยกว่า 20,000 หน่วย ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยสร้างบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ “Housing for All” และ Sustainable Affordable Housing รองรับทั้งรูปแบบซื้อ เช่า และเช่าระยะยาว พร้อมออกมาตรการช่วยลดภาระประชาชน ทั้งส่วนลดค่าเช่า และแคมเปญบ้านพร้อมอยู่กว่า 60 โครงการทั่วประเทศ ลดราคาสูงสุด 20% ผ่อนนานสูงสุด 40 ปี ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

นอกจากนี้ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุใน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี จำนวน 1,696 หน่วย รองรับทั้งผู้สูงอายุทั่วไปและกลุ่มที่ต้องการการดูแลเพิ่มเติม โดยออกแบบตามหลัก Universal Design (UD) พร้อมพื้นที่สุขภาพ กิจกรรม และบริการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร และพื้นที่ร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,000 หน่วย เป็นโครงการต้นแบบในพื้นที่เมือง เน้นให้ผู้สูงอายุเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เชื่อมโยงระบบขนส่ง โรงพยาบาล และบริการสาธารณะ รองรับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยในเมืองอย่างปลอดภัยและสะดวก และเร่งฟื้นฟูเมืองและยกระดับชุมชนดินแดงต่อเนื่อง พร้อมขยายการพัฒนาไปยังพื้นที่ห้วยขวาง รามอินทรา ทุ่งสองห้อง และบ่อนไก่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในเมือง ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับบริบทเมืองในอนาคต

พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งได้เร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชุมชน ด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและไฟฟ้าส่องสว่างภายในโครงการเคหะชุมชนและโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 34 แห่ง และจะขยายผลการติดตั้งเพิ่มเติมอีก จำนวน 15 โครงการ อีกทั้งเตรียมจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสำนักงานใหญ่ และ EV Charging 2 จุด เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น PM 2.5” นำร่อง สำหรับกลุ่มเปราะบางของชุมชนในโครงการที่อยู่อาศัยของ กคช. จำนวน 7 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต

3. ปฏิรูปฐานข้อมูลกลางด้านสวัสดิการ โดยเดินหน้ายกระดับระบบสวัสดิการสังคมครั้งสำคัญ ด้วยการนำเทคโนโลยี Big Data และ Artificial Intelligence (AI) มาเชื่อมโยงข้อมูลประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการช่วยเหลือ และทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมีฐานข้อมูลแยกส่วน ทำให้เกิดปัญหาการตกหล่นและการช่วยเหลือไม่ตรงเป้าหมาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงเร่งพัฒนาระบบ “พม.แคร์” เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางด้านสวัสดิการสังคม รองรับการยื่นขอรับความช่วยเหลือออนไลน์ การตรวจสอบสิทธิ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินความเดือดร้อนและจัดลำดับความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบ Big Data–AI ของ พม. จะช่วยให้ภาครัฐสามารถเห็นภาพรวมปัญหาสังคมแบบ Real Time ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และพื้นที่เสี่ยง อาทิ ปัญหาความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง หรือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายเชิงรุกได้แม่นยำมากขึ้น เชื่อว่าการยกระดับฐานข้อมูลสวัสดิการครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบดูแลประชาชนไทย จากการช่วยเหลือแบบกระจัดกระจาย ไปสู่ รัฐสวัสดิการอัจฉริยะ ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีขับเคลื่อนการช่วยเหลืออย่างตรงจุด โปร่งใส และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง (Ministerial Meeting on the New Urban Agenda) ภายใต้การประชุม World Urban Forum ครั้งที่ 13 (WUF 13) จัดโดยโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ร่วมกับรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน เพื่อหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนตามวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง (New Urban Agenda) โดยนายนิกร ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย เน้นย้ำว่า “ที่อยู่อาศัย” เป็นมากกว่าที่พักอาศัย โดยเป็นรากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกันทางสังคม โอกาสทางเศรษฐกิจ และความพร้อมปรับตัวของเมือง พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) และยังได้ผลักดันแนวคิด “บ้านเพื่อคนไทย” เพื่อส่งเสริมที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) หรือ UD และการพัฒนาที่คำนึงถึงความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งได้ขับเคลื่อน “โครงการบ้านมั่นคง” เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยชุมชน ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 100,000 ครัวเรือน และโครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองดินแดง เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปสู่การเป็น Smart City โดยไม่ทำให้ประชาชนต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม พร้อมจัดให้มีที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้และเป็นมิตรกับทุกคน และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง และเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทบทวนกลางรอบของวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมืองในเดือนกรกฎาคม 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง