นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบ หายไปประมาณ 8 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็นร้อยละ 8 ของปริมาณน้ำมันในตลาดโลก โรงกลั่นในตะวันออกกลางและเอเชียต้องลดกำลังการผลิตลงรวม 5.9 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็นร้อยละ 6 ของกำลังการกลั่นโลก ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น ได้แก่ แนฟทา (Naphtha) น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน (Jet) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ส่วนผลกระทบด้านราคาพบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนสงครามถึงร้อยละ 80 อยู่ที่ 170 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน อุปทานน้ำมันในตลาดโลกจึงจะเริ่มฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับร้อยละ 80 ของช่วงก่อนเกิดสงคราม เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว ได้มีการวางแนวทางและมาตรการบรรเทาผลกระทบไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่ เตรียมระบายน้ำมันดิบสำรองจำนวน 400 ล้านบาร์เรล เข้าสู่ระบบเพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไป
ปรับเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง และเสนอให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของประเทศรัสเซียและอิหร่านเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและอุปทานน้ำมันดิบเข้ามาเติมเต็มในตลาดโลกอย่างเร่งด่วน








