เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย อีกทั้งยังเน้นย้ำการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยจะเร่งดำเนินภารกิจสำคัญ ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบข้อมูล มาตรฐานการทำงานของภาครัฐ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ปลอดจากการทุจริตและสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ OECD
ปัจจุบันรัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อกำกับทิศทาง เร่งรัด และติดตามการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพ
คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีรองนายกรัฐมนตรี 3 คน เป็นรองประธาน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานสำคัญทั้งด้านงบประมาณ ระบบราชการ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ และกฎหมาย เช่น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการ ก.พ.ร. ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการ ได้แก่ นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา นายทวิลาภ ฤทธาภิรมย์ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ และศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนในมิติเศรษฐกิจ กฎหมาย ธรรมาภิบาล และความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยคณะกรรมการชุดใหม่จะทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เสนอแนะแนวทาง กำกับ เร่งรัด และติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และแผนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยจะมีรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย การต่างประเทศ งบประมาณ และการพัฒนาประเทศเข้าร่วม เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน
การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เพราะเป็นกระบวนการยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ กฎหมาย ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลก สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ประเทศไทย อยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค ซึ่งต้องจัดทำข้อมูล ตอบแบบสอบถาม และประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐาน OECD ในหลายสาขา โดยมีหน่วยงานไทยร่วมดำเนินการกับคณะกรรมการและคณะทำงานของ OECD และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในฐานะเครื่องมือยกระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นกระบวนการปฏิรูปที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโปร่งใส แข่งขันได้ และสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในระยะยาว โดยรัฐบาลจะสื่อสารความคืบหน้าให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นว่าเส้นทางสู่ OECD คือ การยกระดับอนาคตของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ – เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรีได้ตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย) และเครือข่าย จำนวน 6 ประการ ได้แก่
1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล
3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้
4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time
6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมาและภาคเอกชน ได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชื่นชมการตอบสนองที่รวดเร็วหลังได้รับรายงานข้อร้องเรียนและสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นระดับความรวดเร็วที่ภาคเอกชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ โดยภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจนซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล (open data) การบูรณาการข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต พร้อมทั้งเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก “Open Government” ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการยกระดับระบบกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)
อีกทั้งยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
2. ให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับงานที่ต้องให้บริการพี่น้องประชาชนให้ลดขั้นตอนให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุดและที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
3. ให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะและเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตและคอร์รัปชัน








