นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา และการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ณ มหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุกุอิ ประเทศญี่ปุ่น

การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา และซากดึกดำบรรพ์ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยได้หารือร่วมกับ ศาสตราจารย์อิวาซากิ ยูกิโมโตะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ และศาสตราจารย์นิชิ ฮิโรชิ หัวหน้าคณะไดโนเสาร์วิทยา
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัย การสำรวจภาคสนาม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลซากดึกดำบรรพ์ การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ให้มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการอนุรักษ์และศึกษามรดกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า
ที่ประชุมยังได้ร่วมกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับคณะไดโนเสาร์วิทยา มหาวิทยาลัยจังหวัดฟุกุอิ พร้อมทบทวนผลการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นในช่วงปี 2565–2570 โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยทางธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูลและตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ การพัฒนาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ และการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่
สำหรับพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุกุอิ ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ชั้นนำของโลก มีผู้เข้าชมประมาณ 1 ล้านคนต่อปี และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยาของประเทศไทย โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การวิจัย และแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ระดับโลก
ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการ สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติของประเทศอย่างยั่งยืน








