นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “MOPH PLUS+ หัวใจขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย”เพื่อยกระดับระบบสุขภาพ และระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ในปี 2569 – 2573 โดยมีทั้งหมด 7 นโยบายเสาหลัก ประกอบด้วย 1. สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ 2. นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ 3. เศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ 4. บริหารโปร่งใส พร้อมรับภัยวิกฤต 5. บริหารเป็นเลิศ มุ่งสู่โรงพยาบาลสีเขียว 6. เสริมสร้างขวัญกำลังใจคนสาธารณสุข 7. ยกระดับสุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล ภายใต้เข็มทิศ “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา”ซึ่งองค์การเภสัชกรรม เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน 7 นโยบายเสาหลักด้านสาธารณสุข ทั้งด้านนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และการแพทย์ขั้นสูง (Medical Industry & ATMPs) เพื่อส่งเสริมศักยภาพของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการรักษา และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน สมุนไพรไทย และกัญชาทางการแพทย์ ให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อให้สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และแข่งขันในตลาดโลกได้ รวมถึงด้านบริหารโปร่งใส พร้อมรับภัยวิกฤต โดยยกระดับฐานการผลิตภายในประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ พร้อมพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สามารถรองรับวิกฤตด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพัฒนา ได้เน้นย้ำให้องค์การเภสัชกรรม เร่งสร้างความมั่นคงทางยา โดยใช้ประสบการณ์และความพร้อมที่มีสร้างการเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมให้กับประชาชน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านยาได้อย่างมั่นคง ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1) เพิ่มศักยภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อการพึ่งพาตนเอง 2) ยกระดับการใช้ยา/เวชภัณฑ์ สำหรับทุกช่วงวัย 3) ขยายศักยภาพการผลิตและจัดหาวัคซีนเพื่อความมั่นคงของชาติ
ด้านแพทย์หญิงมิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมสามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจัดจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ และการรับจ้างผลิต (OEM) ร้อยละ 55 และจัดหายาและเวชภัณฑ์ผู้ผลิตอื่น ร้อยละ 45 โดยสามารถสร้างรายได้ในช่วงปี 2560-2569 เฉลี่ยประมาณปีละ 16,873 ล้านบาท (ไม่รวมในช่วงสถานการณ์โควิด-19) และในช่วงปี 2560-2569 องค์การเภสัชกรรมนำส่งรายได้แผ่นดิน เป็นเงินประมาณ 8,177 ล้านบาท และสามารถประหยัดเงินให้กับภาครัฐได้ประมาณ 5,292 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการสุขภาพครบวงจร โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือ Thai Wellness Therapist Program ระหว่าง ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กับ นายพีรยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ต และนายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับการแพทย์แผนไทย นวดไทย และสมุนไพรไทย ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการต่อยอดสู่ตลาดสากล เพื่อสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน เศรษฐกิจเวลเนส ของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ในปี 2567 เป็นอันดับที่ 24 ของโลก ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นอันดับที่ 15 ของโลก แต่ยังขาดแคลนบุคลากรด้านการบำบัดกว่า 70,000 คน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐภาคการศึกษา และภาคเอกชนในครั้งนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับวิชาชีพด้านนวดไทยและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ที่เป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” และเป็นจุดแข็งของประเทศ สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสเพื่อช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจประเทศ และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
ด้าน ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า จากความร่วมมือครั้งนี้ 5 หน่วยงานจะร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศกำลังคน เวลเนสไทย” ที่ครบวงจร ตั้งแต่การจัดการศึกษา การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการจ้างงาน โดยพัฒนาหลักสูตร Therapist ด้านเวลเนสไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขับเคลื่อนสู่การเป็น Global Wellness Hub อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างระบบรับรองดิจิทัลและฐานข้อมูลกลางของบุคลากรเวลเนสที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ซึ่งกรมการแพทย์แผนไทยฯ จะรับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานและกรอบหลักสูตรกลางสำหรับการรับรองบุคลากรเวลเนส จัดทำและดูแลระบบรับรองวิทยฐานะแบบดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาระบบทะเบียนกลางและกำกับดูแลมาตรฐานวิชาชีพในระดับประเทศ
นายพีรยุทธ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รับผิดชอบการพัฒนาความเป็นเลิศด้านบริการเน้นทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเฉพาะทาง บุคลิกภาพ และจิตวิทยาการบริการระดับ 5 ดาว พัฒนานวัตกรรมธุรกิจร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ออกแบบโปรแกรมเวลเนสที่มีความคิดสร้างสรรค์และตอบโจทย์แนวโน้มการตลาดโลก ตลอดจนบ่มเพาะผู้ประกอบการ จัดทำโปรแกรมพัฒนาทักษะการบริหารจัดการธุรกิจเวลเนส สำหรับ Therapist ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นหัวหน้างานหรือเจ้าของกิจการ
นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส พร้อมสนับสนุนพื้นที่ องค์ความรู้ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติงานจริงสำหรับนักศึกษาและ Therapist ภายใต้โครงการ ตลอดจนร่วมเชื่อมโยงโอกาสการจ้างงานให้กับผู้สำเร็จการศึกษาหรือผู้ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของหลักสูตร นอกจากนี้ กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส ยังจะร่วมพัฒนาและยกระดับหลักสูตรผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีทางการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม และตอบโจทย์มาตรฐานระดับสากล
นายกรด กล่าวว่า บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด พร้อมสนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรสำหรับเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติงานจริงของนักศึกษาและ Therapist รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานบุคลากรที่ผ่านการรับรอง โดยมี ชีวาศรม อะคาเดมี่ (หน่วยงานในเครือ) ร่วมนำข้อมูลเชิงลึกและสะท้อนความต้องการของตลาดแรงงานไปพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด
นายสุนัย กล่าวว่า สมาคมสปาไทย รับผิดชอบการประสานเครือข่ายผู้ประกอบการสปาและเวลเนส เพื่อสนับสนุนสถานที่ฝึกปฏิบัติงานจริง และสะท้อนข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหลักสูตร สนับสนุนการเชื่อมโยงการจ้างงาน โดยประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงาน โอกาสฝึกงาน
และบุคลากรที่ผ่านการรับรองจากโครงการแก่สถานประกอบการในเครือข่าย และสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบรับรองวิทยฐานะแบบดิจิทัล ตลอดจนร่วมติดตามประเมินผล เพื่อพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับการใช้งานของภาคอุตสาหกรรม








