หากย้อนกลับไปในอดีต ภาพความขัดแย้งระหว่าง “คน” กับ “ช้างป่า” ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก เคยเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและดูเหมือนจะไร้ทางออก… แต่แล้ว ท่ามกลางวิกฤตนั้น แสงแห่งความหวังและการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนก็ได้จุดประกายขึ้น
ในปี พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ รับโครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่งว่า “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” พร้อมทั้งทรงมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการ
๗ ครั้งแห่งความทรงจำ… พระบาทที่ย่ำลงบนดินโคลนเพื่อพสกนิกร การแก้ปัญหาบนพื้นที่มหาศาลกว่า 1.6 ล้านไร่ ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้เพียงการสั่งการจากห้องประชุม พระองค์ทรงตระหนักในข้อนี้ดี จึงทรงเลือกที่จะ “เดินเข้าหาปัญหา” ด้วยพระองค์เอง
ภาพของเจ้าฟ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ในฉลองพระองค์ชุดเดินป่าทะมัดทะแมง เสด็จพระดำเนินลุยโคลน ท่ามกลางแดดร้อนและฝุ่นควัน เพื่อไปประทับแรมและทรงงานในพื้นที่จริงถึง 7 ครั้ง กลายเป็นภาพจำที่ประทับอยู่ในหัวใจของราษฎรและเจ้าหน้าที่อย่างไม่มีวันลืมเลือน
ตั้งแต่การเสด็จฯ ไปรับฟังเสียงของชาวบ้านด้วยพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา การลุยป่าลึกเพื่อติดตามการสร้างแหล่งน้ำและอาหาร ไปจนถึงการทรงงานฟื้นฟูป่าและพัฒนาอาชีพให้ชุมชน ทุกครั้งที่เสด็จพระดำเนิน คือการเติมพลังใจอันยิ่งใหญ่ให้เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า และเป็นการตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า… “ประชาชนของพระองค์ จะไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง”
เรื่องราวของ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” จึงไม่ใช่แค่การอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่คือตำนานแห่งความรักและความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกรและผืนป่าไทย ตามรอยพระจริยวัตรอันงดงามของ “พระองค์ภา” ผู้ทรงอุทิศพระวรกาย เพื่อเปลี่ยน “เสียงความขัดแย้ง” ให้กลายเป็น “เสียงแห่งความเกื้อกูล”
ในนามของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้พิทักษ์ป่าทุกคน ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะขอน้อมนำพระราชปณิธานและแนวพระดำริ มาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เราจะทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และสติปัญญา เพื่อสืบสาน “การสร้างสมดุลคนและช้างป่า” ให้ผลิบานอย่างยั่งยืนและคงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป








