“กระทือลิง” หรือที่ชาวเหนือมักเรียกว่า “เอื้องดิน” พืชล้มลุกขนาดเล็กทรงคุณค่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia parvula (Wall. ex Baker) Kuntze จัดอยู่ในวงศ์ขิงข่า (Zingiberaceae) ซึ่งมีชื่อพ้องคือ Gastrochilus parvulus Wall. ex Baker
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกระทือลิง มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นไม้ล้มลุกที่มีส่วนของรากสะสมอาหารลักษณะเรียวยาวได้ถึง 13 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงขนาดสั้น ห่อหุ้มด้วยกาบใบที่มีลักษณะเป็นลอนคล้ายลูกฟูก พร้อมลิ้นกาบยาว 5 มิลลิเมตร ส่วนของใบเป็นรูปไข่ มีความยาวได้ถึง 10 เซนติเมตร โดยมีทั้งรูปแบบไร้ก้านและก้านใบยาวได้ถึง 2 เซนติเมตร จุดเด่นของแผ่นใบคือด้านบนมักปรากฏปื้นสีเข้ม ขณะที่แผ่นใบด้านล่างบางครั้งมีปื้นสีม่วงอมแดงแต่งแต้มอย่างสวยงาม
ในส่วนของระบบดอก กระทือลิงจะแทงช่อดอกออกตามซอกกาบ ช่อดอกมีรูปทรงกระสวยยาวได้ถึง 4 ซม. และมีสารเมือกปกคลุม ดอกจริงมีสีขาวบริสุทธิ์ โอบอุ้มด้วยใบประดับรูปใบหอกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร หลอดกลีบดอกมีความยาว 2.5–3.5 เซนติเมตร รับกับกลีบดอกรูปไข่ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ขณะที่กลีบปากมีลักษณะเป็นถุงรูปรีกว้างยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ปลายกลีบประดับด้วยปื้นสีแดงและมีจุดสีแดงบริเวณโคนดอก ภายในมีถ้วยรองอับเรณู แผ่นเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันด้านข้างเป็นรูปไข่กลับยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร ส่วนเกสรเพศผู้ยาวประมาณ 9 มิลลิเมตร โดยอับเรณูมีขนต่อมปกคลุมและปราศจากสันอับเรณู ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญในพืชตระกูลกระชาย
สำหรับนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ กระทือลิงสามารถพบได้ในธรรมชาติตั้งแต่แถบประเทศพม่า ลาว ส่วนในประเทศไทยมักพบได้ตามป่าดิบแล้งและป่าดิบเขา ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล การเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการในครั้งนี้อาศัยการประมวลผลและอ้างอิงจากงานวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ของคณาจารย์และนักวิจัยชั้นนำ อาทิ งานศึกษาพืชวงศ์ขิงข่าในประเทศไทยโดย K. Larsen และ P. Sirirugsa เพื่อมุ่งหวังสร้างความรู้ความเข้าใจ และกระตุ้นความตระหนักรู้แก่ประชาชนในการร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรพรรณไม้ป่าของชาติต่อไป








