สำหรับ สืบ นาคะเสถียร แล้ว เขารักและหวงแหนชีวิตสัตว์ป่ายิ่งกว่าสิ่งใด เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อปกป้องสัตว์ป่าและเพื่อเป็นหลักประกันให้ผืนป่าสืบ นาคะเสถียร เริ่มเขียนรายงานนำเสนอยูเนสโก เพื่อพิจารณาให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก อันเป็นสิ่งค้ำประกันให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการคุ้มครองเต็มที่
โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง” เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2534 หลังจากที่เขาเสียชีวิตได้ประมาณ 1 ปี
ความรักและความหวงแหนสัตว์ป่าของ สืบ นาคะเสถียร เป็นสิ่งที่สะท้อนอยู่ในบทกลอนนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
“เสียงปืนที่ดังลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
ลูกน้อยที่แบกไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน
ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา
โทษไหนจึงประหาร ศาลไหนพิพากษา
ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม
ชีวิตใครใครก็รัก ท่านประจักษ์หรือไม่ไฉน
โปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน”
การจากไปของ สืบ นาคะเสถียร ได้จุดประกายให้เกิดการตื่นตัวในขบวนการสิ่งแวดล้อมและนำไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ
วันที่ 1 กันยายนของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น “วันสืบ นาคะเสถียร” เพื่อรำลึกถึง ซึ่งเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 เพื่อเรียกร้องให้สังคมหันมาสนใจปัญหาการทำลายป่าและสัตว์ป่า








