ครม. เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน 3 ภัย “น้ำท่วม วาตภัยแผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ เพื่อปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ดังนี้

                   1. เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

                   2. อนุมัติกรอบวงเงินประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท

                   3. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงิน และวัตถุประสงค์ที่กำหนด

                   4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งหมายให้ผู้รับประกันภัยมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว

                   5. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัย ตามการจัดหาผู้รับประกันภัย และสัดส่วนจำนวนเงินตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือกตามข้อ 4 โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งในพื้นที่ที่เกิดภัยขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาแล้วหลายปี โดยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ผ่านมาในแต่ละปีเป็นไปในเชิงตั้งรับที่ดำเนินการหลังจากเกิดภัยแล้ว ทำให้เกิดภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอน ขณะที่ระบบประกันภัยเป็นไปในเชิงรุกที่ทำให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าก่อนเกิดภัยได้ว่าความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะสามารถรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย เพื่อเป็นการคุ้มครอง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรองรับความเสี่ยงของความรุนแรงจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวจากสภาวะสภาพอากาศที่แปรปรวน และทวีความรุนแรง จึงจัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะประชาชน
ในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว และให้กรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 500,000,000 บาท

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จำนวน 2,000,000 บาทต่อคน

ซึ่งการเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” จะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง