นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ประเทศไทยหลายพื้นที่จะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรง ช่วงวันที่ 17 – 20 กันยายนนี้ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งฝนระลอกนี้จะช่วยเติมน้ำในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดฝน เช่น จังหวัดนครราชสีมา อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง บางพื้นที่ในภาคกลาง รวมถึงเขื่อนบางแห่งที่มีน้ำน้อย เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์
ดังนั้น ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม จากปริมาณฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี เลย ชัยภูมิสกลนคร นครพนม จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
ส่วนสถานการณ์น้ำแม่น้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณสถานี M7 จ.อุบลราชธานี อยู่ที่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มระดับจะสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่ายังไม่อยู่ในระดับวิกฤต ซึ่งกรมชลประทานเตรียมพร้อมรองรับไว้ที่ 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่วนสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานประเมินระดับน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์ในวันที่ 23 กันยายน 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้ระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมปรับลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง รวมทั้ง ใช้น้ำฝนที่ตกกระจายไปในพื้นที่เกษตรกรที่อยู่ในเขตชลประทาน








