กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA เพิ่มรายได้สร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการ โดยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “FTA Fast Track เปิดมุมมอง สร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก” นางศุภจี กล่าวว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยในจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยเกือบ 1 ล้านราย มากกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สร้างรายได้ให้ประเทศในสัดส่วนประมาณ 34-35% ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมีประมาณ 30,000 ราย และกว่า 22,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก หรือประมาณ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนประมาณ 14% สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพของ SMEs ให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ดังนั้นสิ่งที่ต้องการผลักดันคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเกิดได้ง่าย และเติบโตได้เร็ว ไม่ใช่เกิดแล้วต้องหายไปหรือเติบโตได้ยาก กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงต้องร่วมกันเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น พร้อมทำให้กฎระเบียบและการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ง่ายขึ้น และเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้มากขึ้น
สำหรับโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับ สสว. โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย สามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท แม้จะเป็นผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่ถือเป็นการเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
นางศุภจี ได้ฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่ 1. เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด 2. ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ และ 3. ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทย ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่า หากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยสามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้ กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุนและการพัฒนาศักยภาพ
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า จากการนำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทยเดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส สามารถจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ สร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็น อินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท กลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป/เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรั่ม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/ไฟ LED
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว โดยย้ำว่ากรมการค้าต่างประเทศจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ ขยายตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสทางการค้า และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดโลก
สำหรับ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) นั้น เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งลดหรือยกเลิกอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน ทั้งในรูปแบบภาษีศุลกากรและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศคู่สัญญา สำหรับ SMEs ไทย การใช้ประโยชน์จาก FTA มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้กว้างขึ้น ขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศที่มีข้อตกลง FTA กับไทย และยังสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เนื่องจากมีการสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการค้าและการลงทุน ทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนระยะยาวได้ดีขึ้น
ปัจจุบัน ไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับกับ 18 ประเทศ อีกทั้งไทยยังได้ลงนาม FTA เพิ่มอีก
3 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ ได้แก่ FTA ไทย-ศรีลังกา FTA ไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) และ FTA ไทย-ภูฏาน คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 ทั้งนี้ หากเสร็จสิ้นกระบวนการจนมีผลบังคับใช้ ไทยจะมี FTA รวม 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ เป็น ระดับทวิภาคี 9 ฉบับ ได้แก่ 1. ไทย-อินเดีย 2. ไทย-ออสเตรเลีย 3. ไทย-นิวซีแลนด์ 4. ไทย-ญี่ปุ่น 5. ไทย-เปรู 6. ไทย-ชิลี 7. ไทย-ศรีลังกา 8. ไทย-ภูฏาน 9. ไทย-EFTA และระดับภูมิภาค 8 ฉบับ ประกอบด้วย 1. AFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน 2. AKFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ 3. AHKFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง 4. ACFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน 5. AANZFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 6. RCEP ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ เกาหลีใต้) 7. AJCEP ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น 8. AIFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย








