รัฐบาลเตือนการเปิดรับบริจาคโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนหรือฟอกเงิน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในช่องทางสื่อออนไลน์และแชร์กันอย่างแพร่หลายว่า คดีฉ้อโกงประชาชนมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี โดยคิดแยกตามกระทง ในกรณีมีผู้บริจาค 1.8 ล้านครั้ง ก็จะมีความผิด 1.8 ล้านกระทง และอาจมีโทษจำคุกถึง 9 ล้านปีนั้น เป็นข่าวบิดเบือน

ข้อเท็จจริงคือ แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดว่า หากการกระทำความผิดตามมาตรา 341 เกิดจากการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่การพิจารณาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วัน เวลา และพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ใช่อาศัยจำนวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กำหนดว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด 20 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี

กรณีการเปิดรับบริจาคเงินเข้ามูลนิธิหรือบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีใบอนุญาต และมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนี้
1. พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 (มาตรา 6 และมาตรา 17) การตั้งเรี่ยไรหรือเปิดรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 341 และมาตรา 343) ข้อหาฉ้อโกงประชาชน เช่น การหลอกลวง ต้มตุ๋น หรือนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

    นายกรัฐมนตรีสั่งการตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือร่วมกันกำหนดมาตรการกำกับดูแลการจดทะเบียนและการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตรวจสอบวิธีการขอรับบริจาคจากประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตั้งมูลนิธิขึ้นมาบังหน้าหรือนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ เข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชน หรือการฟอกเงิน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ทั้งนี้ การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินของมูลนิธิ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้บริจาค

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง