รัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกต้นทุนเกษตรกร ขยายงานวิจัย “ปุ๋ยสั่งตัด” หวังลดต้นทุนเกษตรกรและลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่จำเป็น

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าเชิงรุกปลดล็อกปัญหาค่าครองชีพภาคการเกษตร ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาแพงด้วยเทคโนโลยีและงานวิจัย โดยล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จับมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขยายผลโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” เปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเดิมสู่การบริหารจัดการสารอาหารพืชตามผลวิเคราะห์ดินจริง พร้อมเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้

การผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยเป็นการบูรณาการข้ามกระทรวงอย่างจริงจัง นำโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สังกัด อว. ร่วมกับ 4 หน่วยงานหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อส่งต่อนวัตกรรมถึงมือเกษตรกรในระดับฐานราก

สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการ จะนำผลตรวจวิเคราะห์ดินมาใช้คำนวณสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินและความต้องการของพืชแต่ละชนิด โดยเกษตรกรสามารถผสมปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่จำเป็น พร้อมนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นปุ๋ย ช่วยลดรายจ่ายและปรับปรุงคุณภาพดินในระยะยาว

ตัวเลขความสำเร็จเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี มีเกษตรกรนำร่องแล้ว 442 ราย จาก 8 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2,818 ไร่ โดยเกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่งในทันที โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำนวน 41 ราย ที่เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดรวม 17,150 กิโลกรัม หรือ 343 กระสอบ สามารถประหยัดเงินค่าปุ๋ยเคมีรวมกันสูงถึง 139,200 บาท สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อต่อยอดให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างครบวงจร รัฐบาลได้ส่งมอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติ จำนวน 5 ชุด ให้แก่สหกรณ์แม่ข่ายในอุดรธานีด้วย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายบริการแก่สมาชิก โดยรัฐบาลพร้อมขยายผลยุทธศาสตร์ “ปุ๋ยสั่งตัด” จากอุดรธานีโมเดลไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคเกษตรกรรมไทยอย่างถาวร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง