นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าหารือ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยในหลักการเพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ส่วนกรอบวงเงินในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งกรอบเอาไว้ แต่จะใช้เท่าใดนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลด GDP ปี 2569 ลงไปอยู่ที่ 1.5 – 1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้าการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 (2026 Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และการดำเนินนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก เพราะเป็นฝ่ายออกแนวทางและนโยบาย แต่ต้องดูจากกระทรวงอื่นประกอบด้วยว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้ประกาศว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ขณะนี้กำลังดูตัวเลขของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสองส่วนรวมกันจะเกิน 30 ล้านคน ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

สำหรับ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ จะให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% คือใช้จ่าย 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน เปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ ต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์ และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

สำหรับมุมมองจากภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และเงินสมทบจากภาคประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท จะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่สูญหายไปจากระบบได้อย่างพอดี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบทุก  50,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.2 – 0.3% และมาตรการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง