นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายกรัฐมนตรีได้พบปะประชาชนที่มาร่วมงานและรับฟังการบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตข้าว การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผา เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน และเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ 6 แปลงในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 95 ไร่ แยกเป็นข้าวไรซ์เบอรี่ 58 ไร่ และข้าวขาวพื้นนุ่ม 37 ไร่ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่
แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง เป็นพื้นที่ต้นแบบสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรในท้องถิ่นปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสนับสนุนแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ให้แก่ชาวนาในการลดค่าใช้จ่ายด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมี พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะมาปรับใช้อย่างเหมาะสม โดยมีหน่วยงานส่วนราชการและหน่วยงานระดับจังหวัดของสุพรรณบุรีร่วมขับเคลื่อนและบูรณาการการทำงาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมเป็นฐานรากสำคัญในการผลิตอาหารและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด ปัจจุบันรัฐบาลได้หาแนวทางการเพิ่มรายได้จากการปลูกข้าวให้กับชาวนาไทย มีมาตรการและนวัตกรรมสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ เพื่อลดการใช้แรงงาน และสารเคมี ปรับปรุงพันธุ์ข้าว พัฒนาและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ทนแล้งเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น บริหารจัดการน้ำ จัดระบบชลประทานและสระน้ำในไร่นา เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต
การมาดูพื้นที่ของจริงด้วยตนเองครั้งนี้ มาดูว่าชาวนาเป็นอย่างไร เพราะรัฐบาลต้องการให้ชาวนามีรายได้จริง ไม่ใช่ให้กำไรตกอยู่กับพ่อค้าคนกลาง รัฐบาลต้องการให้รายได้ส่วนใหญ่อยู่กับเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องการมาเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ซึ่งการลงพื้นที่ทำให้ได้รู้และได้เห็นของจริง สามารถนำไปต่อยอดได้ ต้องแก้ปัญหาภาพรวม โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกและการดำรงชีวิตของประชาชน หากทำให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมและสะดวก ประเทศจะเจริญก้าวหน้ามาก ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ระบบชลประทานมีความสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาเมื่อน้ำท่วมชาวบ้านได้เงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ใช้เงินงบประมาณไปจำนวนมาก แต่ปีต่อมายังเกิดน้ำท่วมอีก ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ทั้งการเร่งระบายเพื่อป้องกันอุทกภัย และการกักเก็บน้ำไว้รองรับวิกฤตภัยแล้ง โดยเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้ยั่งยืนและครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เปลี่ยนงบประมาณด้านการเยียวยาภัยพิบัติไปสู่การลงทุนที่สร้างความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมให้คำสัญญากับประชาชนว่าจะเร่งขับเคลื่อนทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการแก้ปัญหาน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทั้งแนวทางป้องกันภัยและการรักษาธรรมชาติ ต้องวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก แต่หากจะเกิดวิกฤตจริงๆ และมีความเสียหาย ต้องทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และขอให้เชื่อใจว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้านนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าวไทยและเป็นตัวอย่างของการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นพลังในการยกระดับการผลิต ตามนโยบายรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น








