ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลลงพื้นที่อำนวยการและติดตามสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านที่ผ่านมา พบปัญหาสำคัญว่า ระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศยังมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้การตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชนเกิดความล่าช้า
รัฐบาลจึงมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการสร้างมาตรฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้านว่า น้ำจะท่วมบริเวณใด ระดับน้ำจะสูงเท่าใด และสถานการณ์จะมาถึงภายในกี่ชั่วโมง
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดตัวระบบ “One Map น้ำ” เพื่อรวมคลังข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติจาก 4 หน่วยงานหลักไว้ในจุดเดียว ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) โดยทั้ง 4 หน่วยงานทำงานร่วมกันและบูรณาการข้อมูลเข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ พร้อมแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน
กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ รวมถึงจัดทำข้อมูลจากเรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก
ขณะที่ GISTDA สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ ติดตามจุดความร้อนและสถานการณ์ PM 2.5 เพื่อใช้ประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย ส่วนสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง
ด้านสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด ควบคุมธรรมาภิบาลข้อมูล และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ
ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all
รัฐบาลมั่นใจว่า การจัดทำแผนที่ “One Map น้ำ” จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น








