โครงการ “บูสต์อัพ SME สู่ตลาด FTA” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม SMEs โดยมีเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเปลี่ยนสิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้เป็นโอกาสทางการค้าและการเข้าสู่ตลาดได้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
กรมการค้าต่างประเทศได้ออกแบบการดำเนินงานเป็นขั้นตอน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทั้งองค์ความรู้เชิงลึกด้านกฎระเบียบ ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ SMEs หลังการเจรจาการค้า ตลอดจนเรียนรู้กฎระเบียบว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงศึกษาดูงานด้านช่องทางการจัดจำหน่าย คลังสินค้า และระบบโลจิสติกส์ในตลาดจริง
สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมการอบรมกลุ่มแรก 450 ราย ก่อนคัดเลือกเหลือ 150 ราย และผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย โดยมีผู้ชนะการ Pitching จำนวน 64 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Business Matching สู่ตลาดจริง ส่งผลให้เกิดการเจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ คิดเป็นมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571 ล้านบาท
กรมการค้าต่างประเทศมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จาก FTA ของประเทศไทยที่มีอยู่ 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศทั่วโลก และเตรียมพร้อมขยายตลาดใหม่ เช่น อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “FTA FAST TRACK เปิดมุมมองสร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก” ว่า ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) เนื่องจากโครงสร้างนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์มีเกือบ 1 ล้านราย โดยกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณ 34-35% ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกมีอยู่ราว 30,000 ราย ซึ่งกว่า 80% หรือมากกว่า 22,000 ราย เป็นกลุ่ม SME แต่สร้างรายได้จากการส่งออกเพียง 14%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ท่ามกลางภาวะความผันผวนและวิกฤตที่มีความซับซ้อนต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์และ สสว. จึงมุ่งเสริมสร้างทักษะและความรู้ความเข้าใจ ปรับกฎระเบียบให้เข้าถึงง่ายและเอื้อต่อการเติบโต รวมถึงสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนผ่านสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ SME Development Bank เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
พร้อมกันนี้ นางศุภจีได้มอบแนวทางสำคัญ 3 ประการแก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ เปิดมุมมองตลาดให้กว้างขึ้น นอกเหนือจากตลาดที่เคยดำเนินการ เช่น อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดใหม่ ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถแข่งขันได้หากเข้าใจตลาด และไม่หยุดอยู่เพียงการเปิดตลาด แต่ต้องมุ่งมั่นเติบโตและต่อยอดธุรกิจในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 รายช่วยกันเป็นต้นแบบและเป็นแรงผลักดันในการกระตุ้นและส่งต่อความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ SME อีกหลายแสนรายทั่วประเทศ เพื่อให้เห็นตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง พร้อมฝากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถขยายขนาดธุรกิจจาก S ไปสู่ M, L และ XL และเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแท้จริงและยั่งยืน








