“ศาลยุติธรรม” เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” โทษจำคุก “กรมควบคุมโรค” เตือนสโตรกฉับพลันขณะขับรถ เสี่ยงอุบัติเหตุ

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้แถลงข่าวสรุปผลการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วัน (10 – 12 เม.ย. 69) ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 486 คน ผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (25 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (25 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (6 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 30 จังหวัด

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนจะออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบนท้องถนนและสัญจรท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มักมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสังสรรค์ ศปถ.จึงได้ประสานให้จังหวัดและกรุงเทพมหานคร บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัยต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ และสถานที่ท่องเที่ยว ดูแลการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย โดยไม่จำหน่ายให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเด็ดขาด หากผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้สืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับร้านค้า ผู้สนับสนุนให้เด็กดื่มแอลกอฮอล์ และผู้ปกครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควบคุมให้สถานบริการเปิด-ปิด ตามเวลาที่กำหนด และเพิ่มความเข้มข้นของด่านชุมชน ด่านครอบครัว ในการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม
ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ เน้นตักเตือนก่อนเกิดเหตุอันตราย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและให้จังหวัดเตรียมพร้อมระบบสื่อสารและการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อประสานการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกให้รถพยาบาลและรถฉุกเฉินเข้าถึงจุดเกิดเหตุและส่งตัวผู้ประสบเหตุไปยังโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับการเล่นน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ระบุว่า การเล่นน้ำและประแป้งต้องกระทำบนพื้นฐานความเหมาะสมและเคารพสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถูกเนื้อต้องตัว จำเป็นต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงเพราะอีกฝ่ายออกมาร่วมเล่นน้ำแล้วจะถือว่ายินยอมโดยปริยาย ซึ่งการเล่นน้ำประแป้งในช่วงเทศกาลอาจมีพฤติกรรมแอบแฝง เช่น

– การลวนลาม ล้วงจับอวัยวะส่วนสงวนของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โดยอาศัยความชุลมุน จะเข้าข่ายความผิดฐานกระทำอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– หากกระทำอนาจารต่อเด็กจะได้รับโทษที่หนักขึ้น ถ้ากระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ ถือเป็นความผิดทันที ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหากมีการขู่เข็ญ ใช้กำลัง หรือทำให้เด็กอยู่ในสภาวะไม่สามารถ ขัดขืนได้ โทษจะเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 แม้ว่าไม่มีการแตะต้องร่างกาย แต่หากมีพฤติกรรมส่อไปในทางเพศ เช่น การพูดจาแทะโลม การแสดงท่าทางไม่เหมาะสม การจ้องมอง การติดตามรังควาน หรือการส่งข้อความ โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย เดือดร้อน หรือไม่ปลอดภัย เข้าข่ายความผิดฐานคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– หากกระทำซ้ำต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งครั้ง หรือเป็นเหตุให้ผู้เสียหายใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– หากกระทำในที่สาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือผ่านระบบออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าผู้กระทำนั้นอาศัยเหตุที่มีอำนาจเหนือกว่าผู้ถูกกระทำอันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– หากเป็นการคุกคามทางเพศในระบบคอมพิวเตอร์ เช่น แอปพลิเคชันต่างๆ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ หรือสามารถยื่นผ่านทางระบบออนไลน์ศาลยุติธรรมหรือ CIOS ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่โดยนำข้อมูลนั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่ามาตรการ take it down ได้อีกด้วย นอกจากให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีความผิดฐานคุกคามทางเพศแล้ว

นายสุริยัณห์ กล่าวว่า การเล่นน้ำหรือประแป้งสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น การสาดน้ำที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย และการประแป้งบริเวณใบหน้าควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการสัมผัสร่างกายในจุดอื่นโดยเด็ดขาด เพราะอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ขอให้ประชาชนร่วมกันรักษาบรรยากาศที่ดีของเทศกาล โดยมีสติ ให้เกียรติและเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เพื่อให้สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสุขอย่างแท้จริง ไม่กลายเป็นเหตุให้เกิดคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อตนเองและครอบครัวในภายหลัง

สำหรับการขับรถในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีอากาศร้อน นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันขณะขับรถเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงถึงชีวิตที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ซึ่งหากเกิดอาการขณะขับรถอาจทำให้สูญเสียการควบคุมรถและก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ แนะนำประชาชนสังเกตอาการเตือนตามหลัก B.E.F.A.S.T. ได้แก่ B (Balance) การทรงตัว เดินเซ ล้มง่าย เวียนศีรษะเฉียบพลัน E (Eyes) การมองเห็น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือตาบอดเฉียบพลัน F (Face) หน้าเบี้ยว ปากตก น้ำลายไหล มุมปากตกข้างเดียว ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arm) แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ยกแขนไม่ขึ้น S (Speech) พูดไม่ชัด สับสน หรือสื่อสารไม่ได้ ลิ้นแข็ง และ T (Time) เมื่ออาการเกิดขึ้นให้รีบแจ้ง 1669 นำส่งโรงพยาบาล โดยอาจมีอาการร่วม เช่น รถส่าย ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ หรือแฉลบออกนอกเลน ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบหยุดรถทันที

โดยผู้ขับขี่ที่เริ่มมีอาการ ควรตั้งสติ ลดความเร็ว และพยายามนำรถเข้าจอดในบริเวณที่ปลอดภัยที่สุด เช่น ไหล่ทางหรือจุดพักรถ พร้อมเปิดไฟฉุกเฉินทันทีเพื่อเตือนผู้ใช้ถนนรายอื่น จากนั้นปลดล็อกประตูรถเพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และรีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน หากไม่สามารถโทรได้ให้ใช้วิธีบีบแตรยาวหรือโบกมือเรียกคนช่วย ทั้งนี้ “ห้ามฝืนขับรถต่อไปโดยเด็ดขาด” เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สำหรับผู้พบเห็นเหตุการณ์ควรรักษาระยะห่าง ไม่ขับจี้ท้ายหรือปาดหน้าเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว และเมื่อรถหยุดนิ่งแล้วให้เข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง เบื้องต้นสามารถตรวจอาการโดยการชวนพูดคุย ให้ผู้ป่วยยิ้ม หรือยกแขนทั้งสองข้างเพื่อประเมินความผิดปกติของระบบประสาท พร้อมโทรแจ้ง 1669 โดยระบุพิกัดและลักษณะอาการอย่างชัดเจน เช่น “สงสัยสโตรก มีอาการปากเบี้ยว แขนซ้ายอ่อนแรง พูดไม่ชัด” เพื่อให้ทีมแพทย์เตรียมอุปกรณ์ได้เหมาะสม ระหว่างรอควรให้ผู้ป่วยนั่งหรือเอนตัวเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงการให้อาหารหรือน้ำ เนื่องจากเสี่ยงต่อการสำลัก ทั้งนี้  การป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลันสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมโรคประจำตัวให้ได้ตามเกณฑ์ รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินความเสี่ยง นอกจากนี้ ก่อนการขับขี่ทุกครั้งควรประเมินความพร้อมของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ มึนงง ปวดศีรษะรุนแรง ไม่ควรขับรถโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ใช้ถนนร่วมกัน และลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สิน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง